‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ’40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก
เริ่มจากตาแสวงทำให้ภรรยาใช้ สู่ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ในมือทายาทรุ่นที่ 3 คุยกับ “เจ-ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก” ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่สินค้าที่ทุกบ้านต้องมี ตั้งเป้าปีนี้ทำรายได้ “200 ล้าน” มองสินค้าไปต่อได้อีกไกล อยากพา “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” สู่พันล้าน เร่งวางแผนตีตลาดต่างประเทศเพิ่ม
.
“เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” หรือที่หลายคนเรียกว่า “เก้าอี้ตาแสวง” เป็นแท่นไม้ขนาดพอดีตัว จะขึ้นไปยืนหรือนั่งเพื่อยืดเส้น-คลายกล้ามเนื้อก็ทำได้ทั้งหมด แม้ทำเพจเฟซบุ๊กขายบนช่องทางออนไลน์ได้ไม่นาน แต่จริงๆ แล้วเก้าอี้มหัศจรรย์ตัวนี้มีอายุนานมากกว่า 30 ปี เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่รุ่นคุณตาแสวง ตัดสินใจทำเก้าอี้จากวัสดุเหลือใช้ที่พอจะหาได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ภรรยาใช้คลายเส้นหลังจากเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน
.
ปรากฏว่า หลังจากได้ใช้เก้าอี้ทำมือคุณยายก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ พอเริ่มใช้ดีก็บอกต่อปากต่อปากกับเพื่อนๆ ละแวกบ้านใกล้เคียงกัน ชื่อเสียงของเก้าอี้ไปไกลจนถึงคุณหมอในโรงพยาบาล เอ่ยปากกับคุณตาว่า ลองผลิตจริงๆ จังๆ ดูเลยดีกว่า หลังจากนั้นจึงเริ่มรวมกลุ่มในชุมชน ใช้เวลาว่างจากการทำไร่นามาผลิตเก้าอี้เพื่อสร้างรายได้อีกทาง ความดีงามของเก้าอี้ทำให้ในเวลาต่อมาจึงได้รับการขนานนามว่า “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง”
:: จากภูมิปัญญาของหมอตำบล พลิกทำเงิน “70 ล้าน” ภายในปีเดียว ::
ที่จริงแล้ว “เจ-ณัฐวัฒน์” ไม่ใช่สายเลือดโดยตรงกับตาแสวง ทว่า เป็นหลานเขยแต่งเข้าบ้าน พร้อมกับเห็นโอกาสต่อยอดสินค้าชิ้นนี้ให้ไปต่อในระยะไกล เจเล่าว่า คุณตาแสวงเป็นปราชญ์ชาวบ้าน คล้ายกับหมอตำบลในพื้นที่นั้นๆ ต้นตระกูลก็เป็นหมอตำบลกันมาหลายรุ่น ขณะเดียวกันคุณตาก็มีงานประจำรับราชการในกระทรวงคมนาคม หลังจากเกษียณอายุงานจึงหันมาทำเก้าอี้มหัศจรรย์จริงๆ จังๆ
.
“เจ” บอกว่า แท้จริงแล้วภูมิปัญญาเก้าอี้แบบที่เราเห็นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรุ่นคุณตาเป็นครั้งแรก มีกันมาร้อยปีแล้ว คุณตาใช้เวลาลองผิดลองถูกทำจากไม้มือสอง และวัสดุที่พอจะหาได้มาประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ใช้เวลา 2 เดือนกว่าๆ ก็ออกมาเป็นเก้าอี้ตัวแรก
.
เหตุผลหลักที่ทำให้คุณตาแสวงทำเก้าอี้มาจากอาการป่วยของคุณยายผู้เป็นภรรยาที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเดิน ซึ่งหลังจากได้ใช้เก้าอี้ก็พบว่า อาการดีขึ้นตามลำดับ จนคุณหมอที่โรงพยาบาลแนะนำให้คุณตาผลิตจริงๆ จังๆ จากนั้น “ตาแสวง” เริ่มฟอร์มทีม-สอนคนในชุมชนให้ทำเก้าอี้ด้วยตัวเอง กระทั่งภูมิปัญญาตกทอดมาถึงรุ่นลูก-รุ่นหลาน
.
“เจ” เข้ามามีส่วนในธุรกิจเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงตั้งแต่ 10 ปีก่อนหน้า ตอนนั้นยังเป็นเพียงธุรกิจแบบซื้อมา-ขายไป รับเก้าอี้มาจากชาวบ้านแต่ละคนที่ผลิตกันเอง แบรนด์เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงทำหน้าที่เป็นหน้าร้านในการขายของเท่านั้น ทำแบบนั้นมานานเกือบ 10 ปี จน “เจ” เจอกับจุดเปลี่ยนเมื่อวิกฤติโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก
.
เพจเฟซบุ๊กที่เปิดไว้ไม่ได้ทำการตลาดมากมายกลับถูกปิดด้วยความผิดพลาดบางอย่าง ช่องทางการขายชัตดาวน์ลงชั่วคราว เงินจากการขายสินค้าที่เคยมีได้เท่าไรใช้เท่านั้น เพราะยังไม่มีระบบบริษัท ไม่มี “Business Model” ไม่มีระบบการเงิน-บัญชีที่ถูกต้อง “เจ” ใช้เวลาช่วงนั้นติดตามส่งของให้ลูกค้าเท่าที่ยังมีข้อมูล หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีก 3 เดือนเต็มๆ เรียนรู้ทุกอย่าง เริ่มจดบริษัทในปี 2567 รับพนักงานเข้ามาประจำแต่ละแผนก วางโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด รวมถึงดึงการผลิต “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เข้ามาไว้ที่โรงงาน เพื่อคุมคุณภาพให้เหมือนกันทุกตัว
“ก่อนหน้านี้เรารับเก้าอี้มาจากคนผลิตอีกที ซึ่งก็พบว่า งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณภาพงาน และวัสดุต่างกัน บางคนยัดไส้มาขายเรา ดีบ้างไม่ดีบ้าง ทำให้ตัดสินใจว่า ต้องทำเอง ศึกษาเองใน YouTube ตัดไม้ยังไง ติดบานพับยังไง แล้วก็มาศึกษาหาเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น วางแผนว่า วันนี้จะตัดไม้ ติดบานพับ ลบรอยต่อไม้ ทาสี ยิงพรม ฯลฯ งานขายก็แบ่งเหมือนกันว่า เราขายของตลอดทุกวันอยู่แล้ว เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักของเราต้องคอยตอบแชตลูกค้าตลอดเวลา”
“เจ” ตัดสินใจควักเงินก้อนเดียวที่มีในตอนนั้นราวๆ 20,000 บาท วางเดิมพันด้วยการยิงโฆษณาในเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า หลังจากนั้นมียอดขายเข้ามา 100,000 บาท วันถัดมาเพิ่มอีกเท่าตัวไปเรื่อยๆ ทำให้เดือนแรกที่กลับมาขาย “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ทำยอดขายไปได้ 2-3 ล้านบาท ระหว่างนั้นคอขวดที่เกิดขึ้นคือ กระแสเงินสดที่ยังมีไม่มาก ขายดีจนต้องสั่งผลิตเพิ่มแต่ยังไม่มีเงินไปวาง “เจ” ใช้วิธีต่อรองกับซัปพลายเออร์ ขอแบ่งจ่ายทีละก้อน ได้เงินสดจากการขายก็นำมาหมุนทีละส่วน ตั้งแต่รับพนักงานใหม่ไปจนถึงเปิดโรงงานของตัวเอง
.
เขาเล่าว่า “Pain Point” ในรุ่นคุณตา คือ ความไม่สม่ำเสมอของการทำธุรกิจ คุณตาแสวงจะได้รับเชิญไปออกทีวี สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ และนิตยสารอยู่บ้าง ช่วงไหนได้ออกสื่อก็จะมียอดขายพุ่งขึ้นมา 2-3 เดือนติดต่อกัน หลังจากนั้นเมื่อกระแสซา ยอดขายก็จะค่อยๆ หายไป “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เลยเป็นเพียงสินค้าชุมชนที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำเมื่อนั้น ประกอบกับคุณตาไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจมากมาย จึงยังไม่มีไลน์ผลิตเป็นของตัวเอง ไม่มีการโปรโมตทำการตลาด ทั้งหมดเกิดขึ้น-ตั้งไข่ทิศทางใหม่ในรุ่นที่ 3
.
:: อดีตสอนให้ใช้ “เงินสดทำธุรกิจ” ไม่ขอเป็นหนี้ อัดงบลงโฆษณาฉ่ำ 4-5 ล้าน ::
หลังจดบริษัท และเพิ่มช่องทางการขายจนมีเงินสดเข้ามาทุกวัน “เจ” เริ่มวางโครงสร้างบริษัทครบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายการเงิน การผลิต มีแอดมินประจำทุกแพลตฟอร์ม ใช้เวลาเพียง 2 เดือน “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ก็โตวันโตคืน “เจ” ทุ่มสุดตัวด้วยการรับพนักงานเพิ่มทีเดียว 200 คน ถึงตรงนี้ก็ยังไม่คิดกู้เงิน ขอใช้เงินสดในระบบหมุนให้ทั่วถึงทุกส่วน
.
“เจ” ยอมรับว่า สินค้าเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงได้กำไรต่อชิ้นน้อยมากๆ วิธีเพิ่มกระแสเงินสดให้ดูว่า ช่องทางไหน แพลตฟอร์มไหน ได้เงินสดเข้ามาเร็วที่สุด คำตอบคือ เฟซบุ๊ก ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีอายุขึ้นมาหน่อย ตัดสินใจซื้อแล้วโอนเลย รวมถึงช่องทางนี้ยังจูงใจด้วยของแถมแบบจุกๆ “เฟซบุ๊ก” จึงเป็นช่องทางที่เจอัดงบการโฆษณามากที่สุด เพื่ออาศัยวอลุ่มที่โตขึ้นทุกวัน เมื่อมีกระแสเงินสดมากพอ ก็มีเงินเข้ามาสต๊อกของได้สอดคล้องกับความต้องการ
.
“ขายได้เท่าไรก็เอาทุนบวกกำไรเพื่อไปสต๊อกของแบบทวีคูณเรื่อยๆ เดือนนี้มีกำไรเท่านี้เอาไปซื้อรถขนส่ง 1 คัน วิ่งส่งงานกันเอง สินค้ากระแสจะไปได้ใน TikTok ถ้ามีความน่าเชื่อถือหน่อย ไม่มีคู่แข่งจะเป็นเฟซบุ๊ก ส่วน Shopee เป็นตัวเก็บตก คนซื้อของออนไลน์จริงๆ ก็จะจบปลายทางที่นี่ พอเรามีความรู้การตลาดในออนไลน์เรายิงโฆษณาไม่ทับกลุ่มเป้าหมายกัน คนซื้อในเฟซบุ๊กจะไม่ขอซื้อใน Shopee เพราะการตลาด การวางเงิน จะแยกแต่ละแพลตฟอร์มอยู่แล้ว”
.
“เจ” เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ใช้งบโฆษณา 5 ล้านบาทต่อเดือนไลน์การผลิตตอนนี้มีโรงงานทั้งหมด 3 แห่ง และกำลังจะเปิดแห่งที่ 4 เร็วๆ นี้ ปัจจุบันยังเป็นพนักงานทำเองทั้งหมด มองว่า คนของบริษัทเชี่ยวชาญชำนาญมากกว่า ตนเองเคยทดลองมาแล้วในบางขั้นตอน อาทิ ขั้นตอนตัดไม้ คนทำงานเร็วกว่าเครื่องจักร ส่วนที่ใช้เครื่องจักรเข้ามาทุ่นแรงก็มี เช่น การติดบานพับ เป็นต้น
.
จากยุคคุณตาที่ทำด้วยวัสดุเหลือใช้มือสอง ไม่มีแผนก QC คอยตรวจสอบคุณภาพ ไม่มีรีวิวจากลูกค้าสะท้อนความเชื่อมั่น เป็นงานวิสาหกิจชุมชนที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยแวะมาทำขาย จนถึงวันนี้ที่ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เติบโตบนช่องทางออนไลน์ ทั้งยังมีโปรดักต์อื่นๆ เข้ามาเสริมทัพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์กดจุดฝ่าเท้า ไม้นวดเอว หวีไม้ ไม้นวดมือ กะลานวดฝ่าเท้า เป็นต้น และกำลังจะเริ่มทำยาหม่อง และยาดมพร้อมๆ กันด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสู่แผนโตที่ “เจ” หมายมั่นปั้นมือ ขอพา “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” อยู่คู่ทุกบ้าน
.
:: ไม่หวั่นของก๊อบ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ขายได้ด้วยตัวเอง ขออีก 5 ปี พาแบรนด์แตะพันล้าน ::
แม้ปัจจุบัน “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” จะยังไม่ได้ไปเปิดตลาดต่างประเทศด้วยตัวเองอย่างเป็นทางการ แต่คู่มือการใช้งานที่แนบมากับสินค้ามีมากถึง 4-5 ภาษา ในแอปพลิเคชันสีส้มก็มียอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย “เจ” บอกว่า ที่ต่างประเทศเริ่มรู้จักเก้าอี้น่าจะมาจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศนั้นๆ ซื้อไปใช้แล้วนำไปรีวิวบอกต่อ
.
แผนโตในอนาคตถ้าจะพา “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ไปถึงรายได้หลักร้อยล้านหรือพันล้านได้ ยอดขายในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากอายุการใช้งานของสินค้านาน 5-10 ปี รวมถึงในประเทศเองก็มีขีดจำกัดของตลาดอยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า เกินกว่า 80% ที่เข้ามาสั่งซื้อล้วนเป็นลูกค้าเก่าทั้งหมด คาดว่า มาซื้อเป็นของฝากหลังจากที่ใช้เองแล้วผลลัพธ์ดี รวมถึงซื้อไปทำบุญ ซื้อไปให้โรงพยาบาลก็มี ส่วนอีก 20% เป็นลูกค้าใหม่ที่อยากรู้อยากลอง บ้างก็ซื้อไปไว้ที่ออฟฟิศ ทำให้แบรนด์ต้องอัปเกรดสินค้า-เพิ่มสีและคอลเลกชันใหม่ๆ ให้หลากหลายมากขึ้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้