‘ฟุตบอลโลก’ สิ้นมนต์ขลังทำเงิน ธุรกิจพ่ายต่อต้นทุนคอนเทนต์แพงระยับ
นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่อึดใจ มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ที่มวลมนุษยชาติรอคอยอีกชนิดกีฬาคือ “ฟุตบอลโลก 2026” เพราะนัดฟาดแข้งจะประเดิมตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2569 และแข่งขันยาวถึง 19 กรกฎาคม 2569
.
แง่ของ ธุรกิจคอนเทนต์ ฟุตบอลโลก ถือเป็นที่สุดแห่งคอนเทนต์ หรือ King of Content ที่ผู้คนตั้งตารอดู รวมถึงต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทุ่มซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก
.
ทว่า ประเทศไทยยังไร้คำตอบว่า “ใครคว้าสิทธิ” ไปครอง เพื่อเสิร์ฟคนดู แม้กระแสข่าวจะมีชื่อของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เข้าวินไปเรียบร้อยแล้ว แต่หากได้ไป ไม่รีบจัดทำแพ็คเกจดึงคนดู แพ็คเกจโฆษณาเพื่อดึงเม็ดเงินมาสร้างรายได้ หาจุด “คุ้มทุน” ในเวลาอันสั้นที่มีการแข่งขัน
.
:: ลิขสิทธิ์แพง หารายได้ยาก ::
ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัดหรือ MI GROUP เปิดเผยว่า ขณะนี้เอเยนซียังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลถึงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ว่าเอกชนรายใดได้ไปครอง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งบรอดแคสต์ที่มีช่องทีวีเป็นของตัวเอง หรือฝั่งโทรคมนาคม ที่อาจเป็นพันธมิตรเพื่อนำคอนเทนต์ไปถ่ายทอดสดให้คนดู
.
ทั้งนี้ หากมองมิติของต้นทุนลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ราคาค่อนข้างสูงหรือแพง การหารายได้จากเม็ดเงินโฆษณาเหมือนในอดีตเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ลงไปกับคอนเทนต์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันหากผู้ประกอบการได้ไป จะนำไปต่อยอดโมเดลธุรกิจให้แข็งแกร่ง รวมถึงดึงผู้ชม(ทราฟฟิก)ขยายฐานแฟนให้มากขึ้น เพื่อให้แพลตฟอร์มของผู้ประกอบการเข้าถึง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้กว้าง
.
ตัวอย่าง หากผู้คว้าสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เป็นไปตามกระแสข่าวอย่าง JAS ที่เดินหน้าสร้างศูนย์กลางของแพลตฟอร์มรับชมรายการกีฬา หรือฮับของสปอร์ตคอนเทนต์ ราชันย์แห่งคอนเทนต์อย่างฟุตบอลโลก จะดึงทั้ง traffic และ penertration กลุ่มคนดูได้
.
“โมเดลการหารายได้จากโฆษณา ไม่สามารถคัฟเวอร์ต้นทุนของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแล้ว เพราะค่าลิขสิทธิ์แพง ไม่คุ้ม ผู้ประกอบการมอง beyond กว่านั้นไปแล้ว เช่น การดึงทราฟฟอก เพิ่มการเข้าถึงในการมุ่งสู่สปอร์ตฮับที่กำลังสร้างอยู่”
.
:: ไม่คุ้มค่าลงทุน ::
ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม หรือ GROUP CEO บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่ FIFA ต้องการค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จากไทยระดับ 1,200-1,500 ล้านบาท หรือราคาราว 40 ล้านดอลลลาร์ ถือว่าไม่คุ้มค่าการลงทุนจากหลายตัวแปร ได้แก่
1.ช่วงเวลาถ่ายทอดสดคนดูฟุตบอลโลก (contents) ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนล้วน “น้อยที่สุด” ในช่วงวัน ส่วนเม็ดเงินโฆษณาตามเวลาจะยากขึ้นตามมา เพราะกีฬาเป็นคอนเทนต์ที่ส่วนใหญ่ต้องการชมสดตามเวลา ส่วนการชมย้อนหลังจะมุ่งเข้าไฮไลต์เลย ด้านกิจกรรมหรืออีเวนท์ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่คนบางตาแม้จะมีอีเวนต์ระดับโลกมาชูโรง แต่คนจะดูฟุตบอลอยู่บ้านมากกว่า
.
ส่วนค่าสิทธิ์การเปิดที่อาจเก็บได้จากร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ เป็นเวลาที่ “ปิดให้บริการแล้ว” (เวลาถ่ายทอดหากตรงกับเวลาในประเทศไทยมักเป็น 23.00 น.ไปจนถึง 11.00 น. ของวันใหม่)อาจเหลือเพียง โรงแรม และ แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งเท่านั้น
.
2.จำนวน แฟนกีฬา สำหรับฟุตบอลยอดนิยมชาวไทย อย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ยังมีคนจ่ายเพื่อชมรายเดือนประจำสม่ำเสมอไม่ถึง 2 ล้านคน ดังนั้น ฟุตบอลโลกน่าจะเลือกชมเป็นนัดๆไป ทำให้คนที่พร้อมจ่าย อาจมีไม่ถึงครึ่งนึงของคนที่จ่ายเพื่อชม EPL เสียด้วย
.
ตัวอย่าง หากมีคนดูยินดีจ่าย 1 ล้านคน ค่าชมทุกนัดสัก 200-300 บาท ก็อาจจะเก็บเงินได้เพียง 200-300 ล้านบาท (กรณี pay per view) ขณะที่สิขสิทธิ์ฟุตบอล EPL ที่เอกชนซื้อมาล่าสุดมีต้นทุนเฉลี่ยปีละ 3,100 ล้านบาท ในเวลา 10 เดือนต่อปี (ตกเดือนละ 310 ล้านบาท) ปีแรก ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ครบ แต่ยังมีเวลาขยายผลสร้างฐานอีก 5 ปี
.
ช่องทีวีที่มีรายได้น้อยสุด 3เดือนยังทำเงินเพียง 600 ล้านบาท
.
3.เม็ดเงินโฆษณา หากพิจารณาข้อมูลล่าสุด รายได้อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาไตรมาสแรก จากโฆษณาของสถานีที่มีรายได้ดีที่สุดมีรายได้ราว 600 ล้านบาท จากค่าโฆษณาทั้งวันหรือ 24 ชั่วโมง(ชม.) ตลอด 3 เดือน เฉลี่ย ราว 200 ล้านบาทต่อเดือน หากการโฆษณาทั้งวัน แต่การทำรายได้ดีจะเป็นช่วงเวลานาทีทอง(PrimeTime) จึงพอจะประเมินเม็ดเงินโฆษณาสำหรับฟุตบอลโลกกันได้
.
นอกจากนี้ หากมีการขายคลิป ฟุตเทจ Hilight Short-form สำหรับไปทำข่าว ทำคลิป รวมถึงไฮไลต์ย้อนหลัง อาจไม่ได้สร้างรายได้แบบมีนัยยะสำคัญมากนัก หรือทำเงินราว 5-20 ล้านบาท คำถามคือ “แล้ว เท่าไหร่จึงจะคุ้ม?”
.
:: เอกชนมองราคา 200-300 ล้านบาท ::
ชลากรณ์ ลองตั้งตุ๊กตาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหนนี้ หากได้ 200-300 ล้านบาท มองข้ามช็อตปี 2030 ที่ฟุตบอลโลกจะครบ 100 ปี ซึ่งจัดที่ยุโรปและอเมริกาใต้ อาจเสนอราคา 500 ล้านบาท แบ่งชำระ 2 งวด ควรเป็นบริษัทที่กำไรสะสมพอควร
.
ส่วนโมเดลการหารายได้จากสื่อพันธมิตรยังพอมีโอกาส ทั้งการทำแพ็คเกจเสนอร้านอาหาร ต้องมีกลยุทธ์ต่างๆรองรับ เช่น Cross-Promotion อาจพ่วงกันหรือ Bundle สามารถทำแคมเปญเพิ่มเติมได้ แบบ “ซื้อแล้วได้โค้ดดูบอลโลกบนมือถือฟรี” การให้ส่วนลดแพคอาหารและเครื่องดื่มมื้อเช้า มื้อดึก เป็นต้น
.
ที่ผ่านมา อีกประเด็นใหญ่ทางธุรกิจ คือการงัดกันระหว่าง FIFA และแดนมังกร หลังถูกโก่งราคาพุ่งไปถึง 300 ล้านดอลลาร์ ทว่า “จีน” เลือกที่จะเมิน พร้อมให้เหตุผลทั้งไม่มีทีมชาติตนเองเข้ารอบไปชิงชัยคว้าถ้วยบอลโลก เวลาที่ต่างกันอย่างมาก
.
เวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะในการถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 ทำให้FIFA ต้องยอมปราชัยต่อการเจรจาการค้า เพราะสื่ออย่าง China Media Group (CMG) ได้บรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดด้วยราคาที่ลดลงถึง 80% หรือราว 60 ล้านดอลลาร์ จุดนี้เป็นกรณีศึกษาที่ไทยต้องขบคิดในการ “ต่อรอง” ซื้อ King of Content มาดึงคนดู เพราะต้นทุนที่แพง จะหาเงินให้คุ้มทุนในเวลาอันสั้น เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้