"อากู๋ VS เฮียฮ้อ" สองกลยุทธ์ สองเส้นทาง ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ศาสตร์ธุรกิจเพลงไทย

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงปี 1990 หากเราเดินเข้าไปในร้านขายเทปคาสเซ็ท
.
สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การเลือกเพลงที่ชอบ แต่คือการเลือก “ข้าง”
.
เพราะในยุคนั้น วัยรุ่นไทยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่อย่างชัดเจน ระหว่างเด็กแกรมมี่ กับ เด็กอาร์เอส…
.
การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรี แต่มันคือสงครามทางธุรกิจที่แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกตารางนิ้วของความบันเทิงไทย
.
เป็นการปะทะกันของสองขั้วอำนาจที่มี “วิสัยทัศน์” และ “วิธีการ” เดินเกมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
.
.
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในห้องแถวและออฟฟิศเล็กๆ เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน โดยชายสองคนที่ชื่อว่า ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
.
ใครจะไปเชื่อว่าจากจุดเริ่มต้นตรงนั้น พวกเขาจะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางวัฒนธรรมของคนทั้งประเทศ…
.
ในปี 1982 RS Sound เริ่มต้นธุรกิจจากการทำเทป “รวมฮิต” และเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเน้นการจับกระแสที่กำลังมาแรงในขณะนั้น
.
ขณะที่ในปี 1983 GMM Grammy ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นผู้ผลิตเพลงเบื้องหลังให้กับศิลปินคุณภาพชั้นนำของวงการ
.
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 90s สนามรบนี้ก็ถูกจุดไฟให้ลุกโชนขึ้น ทั้งสองค่ายเริ่มสร้าง “อาณาจักร” ของตัวเองด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง
.
GMM Grammy เลือกวางหมากในตลาด “Mainstream” โดยเน้นความพรีเมียมและคุณภาพของศิลปินที่ต้องมีความเป็น “Superstar” อย่างแท้จริง…
.
ลองนึกถึงภาพของ เบิร์ด ธงไชย หรือ อัสนี – วสันต์ ที่ดึงดูดกลุ่มคนฟังตั้งแต่ระดับนักศึกษาไปจนถึงคนทำงาน
.
นั่นคือความพยายามในการครองตลาดมวลชนขนาดใหญ่ หรือที่นักธุรกิจเรียกว่า “Mass Market” เพื่อสร้างยอดขายแบบถล่มทลายในระดับล้านตลับ
.
ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง RS Promotion กลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาเล็งเป้าไปที่กลุ่ม “Teen Idol” อย่างแม่นยำ
.
โดยเน้นการสร้างศิลปินที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่น มีหน้าตาและบุคลิกที่วัยรุ่นคลั่งไคล้ จนกลายเป็นกระแสวัฒนธรรม “ไอดอล” ยุคแรกของไทย…
.
ศิลปินอย่าง เต๋า สมชาย หรือ Raptor ไม่ได้ขายแค่เสียงเพลง แต่พวกเขาขาย “ภาพลักษณ์” และ “ไลฟ์สไตล์” ที่เด็กมัธยมทั่วประเทศอยากจะเป็นตาม
.
กลยุทธ์นี้ทำให้ RS สามารถสร้างฐานแฟนคลับที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก จนเกิดเป็นสงครามแฟนคลับในยุคนั้น
.
ตลอดทศวรรษนั้น ทั้งคู่แข่งกันในทุกมิติ ทั้งการแย่งชิงเวลาในรายการวิทยุ การสร้างคอนเสิร์ตที่ใหญ่กว่าเดิม ไปจนถึงการทำนิตยสารเพลงของตัวเอง
.
รายได้มหาศาลไหลเข้าสู่บริษัทจากการขาย “เทปคาสเซ็ท” และ “ซีดี” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้และมีกำไรต่อหน่วยสูงมาก…
.
แต่แล้ว เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค 2000s พร้อมกับการมาถึงของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
.
และสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกต้องสั่นสะเทือน นั่นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “MP3”
.
อยู่ดีๆ สินค้าที่เคยทำเงินอย่างเทปและซีดี ก็กลายเป็นของที่ไม่มีใครอยากซื้อ
.
เพราะทุกคนสามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังได้ “ฟรี” ผ่านโปรแกรมแชร์ไฟล์
.
หรือซื้อ “ซีดีเถื่อน” แผ่นละไม่กี่สิบบาทที่มีเพลงบรรจุอยู่เป็นร้อยเพลง…
.
นี่คือวิกฤตที่เรียกว่า “Disruption” อย่างรุนแรง รายได้หลักที่เคยเป็นสายเลือดใหญ่ของทั้ง GMM Grammy และ RS Promotion เริ่มเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว
.
กราฟรายได้ที่เคยพุ่งทะยานกลับดิ่งลงจนน่าใจหาย จนทั้งคู่ต้องตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด
.
ในช่วงรอยต่อนี้ ทั้งคู่ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ธุรกิจ “Media” อย่างเต็มตัวเพื่อหาทางรอดใหม่
.
พวกเขาเริ่มมองว่าตัวเองไม่ใช่แค่ค่ายเพลง แต่เป็น “เจ้าของคอนเทนต์” ที่ต้องมี “ช่องทาง” ของตัวเองในการกระจายสินค้าออกไปสู่มือผู้บริโภค…
.
RS Promotion ภายใต้การนำของเฮียฮ้อ เริ่มขยับตัวด้วยการบุกเข้าสู่ธุรกิจสื่อทีวีและวิทยุอย่างหนักหน่วง
.
หนึ่งในการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดคือการทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพื่อนำมาฉายในช่องของตัวเอง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่หลายคนมองว่าเสี่ยงมากในตอนนั้น
.
ส่วนฝั่งอากู๋แห่ง GMM Grammy ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาขยายอาณาจักรสื่อออกไปครอบคลุมทั้งรายการทีวี ละคร และวิทยุ
.
โดยอาศัยต้นทุนทางวัฒนธรรมและศิลปินในมือที่มีอยู่มากมายมาสร้างเป็นรายการที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาที่กำลังย้ายจากโลกดนตรีมาสู่โลกจอแก้ว…
.
เมื่อถึงเวลาประมูล “Digital TV” ในปี 2013 ทั้งสองยักษ์ใหญ่จึงไม่พลาดที่จะกระโดดเข้าร่วมวง
.
เพราะเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ระดับชาติ
.
GMM คว้ามาได้ถึงสองช่อง ขณะที่ RS ก็ได้ช่อง 8 มาเป็นอาวุธสำคัญในมือ
.
แต่สมรภูมิทีวีดิจิทัลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด มันคือ “Red Ocean” ที่ดุเดือดและมีค่าใช้จ่ายสูงมหาศาล
.
เม็ดเงินโฆษณาถูกหารแบ่งไปยังหลายสิบช่อง ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มย้ายไปอยู่บนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ…
.
ความกดดันจากการขาดทุนในธุรกิจทีวีดิจิทัลนี่เอง ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ GMM Grammy และ RS Group ต้องเลือกเส้นทางเดินที่ “แยกจากกัน” อย่างชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
.
เป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจไทยไปตลอดกาล
.
GMM Grammy เลือกที่จะเป็น “The Content Empire” ต่อไป พวกเขายังคงเชื่อมั่นในพลังของ “Entertainment”
.
และเลือกที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการบริหารจัดการ “IP” หรือทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ…
.
ภายใต้ร่มเงาของ GMM Music พวกเขาเลิกโฟกัสที่การขายแผ่นเพลง แต่เปลี่ยนไปเน้นการทำรายได้จาก “Streaming” แพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ Spotify
.
พร้อมกับเปลี่ยนศิลปินให้กลายเป็น “แบรนด์” เพื่อสร้างรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์และงานอีเวนต์ต่างๆ
.
ความสำเร็จที่น่าสนใจที่สุดของ GMM ในยุคหลังคือการเกิดขึ้นของ GMMTV ที่สามารถเจาะตลาด “Y-Series” จนกลายเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย
.
นี่คือตัวอย่างของการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสามารถขายได้ในระดับสากล จนกลายเป็นเครื่องจักรทำเงินชิ้นใหม่…
.
นอกจากนี้ GMM ยังใช้ความแข็งแกร่งในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงกว่า 40,000 เพลง มาสร้างธุรกิจ “Showbiz” ที่แข็งแกร่ง
.
ทำให้คอนเสิร์ตและมิวสิคเฟสติวัลต่างๆ กลายเป็นแหล่งรายได้ชั้นดี
.
เพราะพวกเขาสามารถควบคุมต้นทุนของตัวเองได้ทั้งหมดจากการเป็นเจ้าของเพลงเหล่านั้น
.
ในทางกลับกัน RS Group กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เฮียฮ้อตัดสินใจทำการ “Pivot” ธุรกิจครั้งใหญ่
.
โดยมองว่ารายได้จากความบันเทิงและค่าโฆษณานั้นไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูงเกินไป
.
เขาจึงประกาศเปลี่ยนสถานะบริษัทจากสื่อ เป็น “Commerce” อย่างเต็มตัว…
.
คำถามที่ตามมาคือ แล้วค่ายเพลงจะไปขายอะไร?
.
คำตอบของ RS คือการสร้างโมเดล “Entertainmerce” ขึ้นมา
.
โดยใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ที่มีอยู่ ไม่ได้มีไว้เพื่อรอค่าโฆษณาจากคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อ “ขายสินค้า” ของตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง
.
RS เริ่มสร้างแบรนด์สินค้าสุขภาพและความงามภายใต้ชื่อ Lifestar และขายผ่าน RS Mall
.
โดยเปลี่ยนพนักงาน Call Center ให้กลายเป็นพนักงานขายมือโปร
.
กลยุทธ์นี้ทำให้ RS สามารถควบคุมกำไรได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่ต้องแบ่งให้ใคร…
.
การเปลี่ยนผ่านนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ รายได้จากธุรกิจขายสินค้าเติบโตจนกลายเป็นสัดส่วนหลักของบริษัท แซงหน้าธุรกิจสื่อและเพลงไปหลายเท่าตัว
.
จนถึงจุดหนึ่งมูลค่าบริษัทของ RS ในตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ เป็นการพิสูจน์ว่าการทิ้งอีโก้ในอดีตเพื่ออยู่รอดในอนาคตนั้นสำคัญเพียงใด
.
ปัจจุบัน RS ไม่ได้หยุดแค่การขายครีมหรืออาหารเสริม แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจการเงิน บริหารสินทรัพย์ และธุรกิจสัตว์เลี้ยง จนแทบไม่เหลือภาพจำของค่ายเพลงวัยรุ่นในอดีตอีกต่อไป
.
พวกเขาได้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจการค้าที่ใช้ความบันเทิงเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น…
.
แต่ทว่าในช่วงปี 2025 RS ก็ได้เจอปัญหาครั้งใหญ่ที่เกิดจากปัญหาการเงินที่รุนแรง โดยมีจุดเริ่มต้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell) ทำให้ราคาหุ้นดิ่งหนัก มูลค่าบริษัทหายไปกว่า 8,000 ล้านบาทในเวลาอันสั้น
.
พร้อมทั้งขาดทุนต่อเนื่องจากการปรับตัวของธุรกิจบันเทิงและพาณิชย์ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้บริษัทประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ และต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่. 
.
.
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าคู่แข่งที่เคยยืนหายใจรดต้นคอกันมานานกว่า 30 ปี
.
ในวันนี้พวกเขาไม่ได้เดินบนถนนเส้นเดียวกันอีกต่อไป GMM Grammy คือราชาแห่งคอนเทนต์ ขณะที่ RS Group คือเจ้าแห่งคอมเมิร์ซที่พยายามใช้สื่อในมืออย่างคุ้มค่าที่สุด
.
แต่เรื่องราวที่น่าทึ่งที่สุดได้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
.
เมื่อทั้งสองบริษัทที่เคยแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนแฟนคลับมองหน้ากันไม่ติดในอดีต กลับตัดสินใจเดินเข้ามา “จับมือ” กันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
.
การประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อจัดคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า
.
ในโลกของธุรกิจ “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” มีเพียงผลประโยชน์ที่สามารถลงตัวได้ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
.
ทั้งอากู๋และเฮียฮ้อ ต่างตระหนักว่า “Nostalgia Marketing” หรือการตลาดที่เล่นกับความโหยหาอดีตของคนรุ่น 90s คือขุมทรัพย์ที่ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
.
การรวมตัวของศิลปินจากสองค่ายจึงเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง…
.
การเดินทางจากจุดเริ่มต้นในห้องแถว ผ่านวิกฤตเทปผี วนผ่านความวุ่นวายของทีวีดิจิทัล จนมาถึงจุดที่ต่างคนต่างไปเติบโตในแบบของตัวเอง
.
และสุดท้ายวนกลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อสร้างมูลค่าร่วมกัน นี่คือบทเรียนธุรกิจที่ล้ำค่าที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทย
.
เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ อาจนำไปสู่ทางตัน
.
แต่การรู้จัก “ต้นทุน” ของตัวเองและพร้อมที่จะเปลี่ยนร่างให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในทุกยุคสมัย
.
GMM Grammy ยังคงสง่างามในโลกของความบันเทิง และ RS Group ก็ยังคงเติบโตในโลกของการค้า
.
สองยักษ์ใหญ่นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าเส้นทางที่เลือกจะแตกต่างกันแค่ไหน แต่ถ้าคุณเก่งจริงในทางที่เลือก คุณก็สามารถเป็น “ผู้ชนะ” ได้ในแบบของคุณเอง…
.
จากเด็กแกรมมี่และเด็กอาร์เอสในวันนั้น กลายมาเป็นผู้บริโภคที่พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายให้กับคอนเสิร์ตรวมศิลปินในวันนี้
.
สงครามที่เคยดุเดือดจึงจบลงด้วยรอยยิ้มและการจับมือที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย…
.
References : [longtunman, thebusinessplus, brandbuffet, techsauce, thestandard, marketingoops]

◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์' 
 หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢

#GMMRS #GMMSGrammy #RSGroup #GMMvsRS #แกรมมี่อาร์เอส #วิเคราะห์ธุรกิจ #การตลาด #สงครามค่ายเพลง #เฮียฮ้อ #อากู๋ #Entertainmerce #GMMTV #GrammyRSConcerts #ธุรกิจเพลง #ยุค90 #ประวัติศาสตร์ธุรกิจ #การปรับตัว 

ความคิดเห็น

บทความที่มีคนอ่านมากที่สุด

ความปัง! ‘น้องเนย’ แบรนด์ไทย-โลก ดึงคอลแลบส์ โกยฐานแฟนคลับ

‘เจ้าสัวฟู้ดส์ แตกซับแบรนด์ รุกมีทสแน็ค ชิงตลาดขนมขบเคี้ยว 4 หมื่นล้านบาท

เมิ่อ DUNKIN’ DONUT จะวางคอนเซ็ปร้านใหม่ เป็นร้านกาแฟและชา

"ธุรกิจขายตรง" มันไม่มีโฆษณา จริงหรือ

ต่อไปนี้ ระบบการทำธุรกิจ จะโดน Distrub