10,000 ล้านบาท...เดิมพัน’ สวนสยาม’ จุดเปลี่ยนสวนสนุก 46 ปีคืนชีพหรือปิดฉาก
จากสวนสนุกและสวนน้ำในความทรงจำของคนไทย สู่การประกาศขายมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ท่ามกลางบาดแผลจากน้ำท่วม รายได้ที่หดตัว และคำถามสำคัญว่า “สวนสยาม” ยังมีอนาคตในฐานะสวนสนุก หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนมือและพลิกโฉมครั้งใหญ่ กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงตึกสูง รถไฟฟ้า และโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ที่กำลังผุดขึ้นทั่วเมือง หากยังมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในความทรงจำของคนไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ
.
“สวนสยาม” สวนสนุกและสวนน้ำที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2523 ผ่านทั้งยุคเฟื่องฟูและวันที่ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 วิกฤตโควิด-19 จนถึงน้ำท่วมครั้งล่าสุดในปี 2569 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่โครงการราว 250 ไร่ วันนี้ภาพของสวนสยามกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประกาศขายกิจการและทรัพย์สินในราคามากกว่า 10,000 ล้านบาท
.
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังทำให้หลายคนหันกลับมามองสถานที่แห่งนี้ในฐานะ “ทรัพย์สินขนาดมหึมา” มากกว่าสวนสนุกในความทรงจำ
.
:: 10,000 ล้าน กับที่ดิน 250 ไร่ ราคาแพงจริงหรือ? ::
หากคิดเฉพาะราคาที่ดิน ตัวเลขอาจดูสูง แต่เมื่อรวมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องเล่น มูลค่าทรัพย์สินอาจไม่ได้เกินจริง สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย มองว่า หากนำราคาประกาศขาย 10,000 ล้านบาท มาคำนวณกับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ จะอยู่ที่ราว 40 ล้านบาทต่อไร่ หรือประมาณ 100,000 บาทต่อตารางวาเมื่อมองเพียงตัวเลขอาจดูเหมือนเป็นราคาที่สูง แต่ต้องไม่ลืมว่า “สวนสยาม” ไม่ใช่ที่ดินเปล่า
.
พื้นที่แห่งนี้ประกอบด้วยทั้งอาคาร สวนน้ำ เครื่องเล่นสวนสนุก และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 โซน รวมถึงส่วนที่อยู่อาศัยซึ่งมีการขายออกไปแล้ว ดังนั้น การประเมินมูลค่าจึงไม่สามารถนำราคาที่ดินเปล่าในบริเวณโดยรอบมาคูณกับจำนวนไร่ได้โดยตรง ข้อมูลราคาประกาศขายที่ดินบริเวณโดยรอบอยู่ประมาณ 60,000-80,000 บาทต่อตารางวา แต่ส่วนใหญ่เป็นแปลงขนาดเล็กประมาณ 74-1,088 ตารางวา ขณะที่สวนสยามถือครองที่ดินขนาดใหญ่กว่า 250 ไร่
.
ความแตกต่างของ “ขนาดแปลง” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินแปลงใหญ่ระดับนี้ไม่สามารถนำราคาต่อตารางวาของแปลงเล็กมาใช้ตรงๆ ได้ และโดยทั่วไปมักต้องมีส่วนลดจากราคาที่ดินแปลงเล็ก
.
แต่สวนสยามมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องนำมาคิดรวมด้วย ทั้งอาคาร เครื่องเล่น และระบบต่างๆ ภายในโครงการ ด้วยเหตุนี้ มูลค่า 10,000 ล้านบาทจึงอาจไม่ได้สูงเกินจริงในมุม “ทรัพย์สิน” หากแต่คำถามสำคัญกว่าคือ ราคานี้สูงเกินไปหรือไม่ในมุมของการลงทุน
.
:: น้ำท่วม 100% กับต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อคืนชีวิตสวนสยาม ::
ความเสียหายไม่จบแค่หลังน้ำลด เพราะการฟื้นฟูอาจต้องใช้เงินอีกหลายร้อยล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี สวนสยามผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง แต่น้ำท่วมปี 2569 กลายเป็นอีกบททดสอบครั้งใหญ่
.
ครั้งนี้พื้นที่โครงการประมาณ 250 ไร่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเต็มพื้นที่ แตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ซึ่งอาจไม่ได้กระทบทุกโซนในลักษณะเดียวกันสิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงค่าเสียหายจากทรัพย์สิน แต่คือ “ต้นทุน”ในการกลับมาเปิดกิจการ ทั้งการทำความสะอาด ซ่อมแซมเครื่องเล่น ระบบสาธารณูปโภค อาคาร สวนน้ำ และพื้นที่ส่วนต่างๆ ล้วนต้องใช้ทั้งเงินและเวลา
.
ต้นทุนการฟื้นฟูอาจสูงถึงระดับหลายร้อยล้านบาท และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ สำหรับนักลงทุน นี่คือเงินลงทุนก้อนใหม่ที่ต้องบวกเพิ่มจากราคาซื้อกิจการ 10,000 ล้านบาท
.
พูดง่ายๆ คือ หากต้องการซื้อสวนสยามแล้วกลับมาเปิดดำเนินการต่อ ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเพียง “10,000 ล้านบาท” แต่ยังต้องเตรียมเงินสำหรับการฟื้นฟูและเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย
.
:: ซื้อสวนสนุก หรือซื้อ “แลนด์แบงก์” 250 ไร่? ::
ศักยภาพที่ดินยังมี แต่ราคาซื้ออาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ หากคิดจะเปลี่ยนเป็นโครงการอสังหาฯในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ทำให้สวนสยามน่าสนใจอาจไม่ใช่เครื่องเล่น หากแต่คือ “ที่ดิน” ที่ดินผืนใหญ่แห่งนี้อยู่ภายใต้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปิดประกาศ 90 วัน ในพื้นที่สีส้ม ย.7 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ข้อกำหนดดังกล่าวเปิดทางให้สามารถพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ทั้งบ้านจัดสรร อาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่พิเศษ โรงแรมมากกว่า 80 ห้อง และอาคารพาณิชยกรรมบางประเภท
.
ขณะที่อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน หรือ FAR อยู่ที่ 4 : 1 เมื่อคำนวณกับที่ดินขนาดประมาณ 250 ไร่ ศักยภาพการพัฒนาในเชิงพื้นที่จึงมีขนาดมหาศาล นอกจากนี้ยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูประมาณ 1.5 กิโลเมตร ทำให้ทำเลยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านการเดินทางในอนาคต ในมุมศักยภาพของที่ดิน จึงอาจกล่าวได้ว่าสวนสยามไม่ได้เป็น “แลนด์แบงก์ที่ไร้อนาคต” แต่ปัญหาอยู่ที่ “ต้นทุนในการได้มาซึ่งแลนด์แบงก์”
.
หากซื้อในราคา 10,000 ล้านบาทแล้วรื้อสวนสนุกเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ราคาที่ดินตั้งต้นอาจสูงเกินไปจนทำให้การพัฒนาโครงการต้องเผชิญโจทย์ด้านต้นทุนและความคุ้มค่าอย่างหนัก
.
:: ถ้ารักษาสวนสยามไว้ ก็ต้องเดิมพันอีกก้อนใหญ่ ::
การฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนอาจต้องสร้าง “Destination” ใหม่ทั้งระบบ อีกทางเลือกหนึ่งคือการซื้อสวนสยามแล้วเดินหน้าธุรกิจเดิม แต่โจทย์ของนักลงทุนไม่ได้จบลงเมื่อซ่อมเครื่องเล่นเสร็จ เพราะตลาดสวนสนุกและสวนน้ำในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างมาก
.
สวนสยาม เคยเป็น “Manmade Destination” ที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อใช้เวลาทั้งวันกับครอบครัว แต่พฤติกรรมผู้บริโภคในวันนี้มีทางเลือกมากขึ้น ทั้งศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยวใหม่ สวนสนุกระดับนานาชาติ และกิจกรรมรูปแบบอื่น
.
ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการรักษาสวนสยามไว้ อาจไม่ใช่เพียงการซ่อมของเดิมแล้วเปิดประตูอีกครั้ง แต่อาจต้อง “พลิกโฉม” สวนสยามใหม่ทั้งหมด และนั่นหมายถึงเงินลงทุนก้อนใหม่ ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวขึ้น และความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการในระยะยาว
.
โจทย์จึงกลายเป็นว่า นักลงทุนจะสามารถสร้างเหตุผลใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัด “อยากเดินทางมาสวนสยาม” ได้อีกครั้งหรือไม่
.
:: 46 ปี ถึงทางแยกของสวนสยาม ::
จากความทรงจำของคนหลายรุ่น สู่คำถามว่าอนาคตจะเป็นสวนสนุกแห่งเดิม หรือพื้นที่รูปแบบใหม่ สวนสยามเดินทางมาไกลกว่า 46 ปี ผ่านยุคที่สวนน้ำและสวนสนุกเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของครอบครัวไทย แต่วันนี้ สินทรัพย์แห่งความทรงจำกำลังเผชิญโจทย์ที่แตกต่างจากอดีต รายได้ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งล่าสุด ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการดูแลรักษาและพัฒนา
.
การประกาศขายจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “สวนสนุกเก่าแก่ที่กำลังจะเปลี่ยนมือ” แต่เป็นภาพสะท้อนของคำถามใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมืองที่มีประวัติศาสตร์และสิ่งปลูกสร้างเดิมจำนวนมาก ควรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป สำหรับผู้ซื้อ หากมองสวนสยามเป็นธุรกิจสวนสนุก ก็ต้องรับภาระทั้งค่าฟื้นฟูและการลงทุนระยะยาว
.
หากมองเป็นที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ก็ต้องตอบโจทย์ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนา และหากต้องการรักษาสวนสยามให้เป็น “สวนสยาม” ต่อไป ก็อาจต้องเดิมพันกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกครั้งนี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสวนสยามจากสถานที่ที่เคยสร้างความทรงจำให้คนไทยหลายรุ่น วันนี้กำลังเข้าสู่ทางแยกว่าจะ ฟื้นคืนชีพ เปลี่ยนโฉม หรือปิดฉาก และไม่ว่าบทสรุปจะเป็นทางใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ “สวนสยาม” ในแบบที่คนไทยเคยรู้จัก อาจกำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดในรอบ 46 ปี
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้