แอน จักรพงษ์.ตัวอย่างความเลวร้ายในบริษัทจดทะเบียน ทำลายความเชื่อใจตลาดทุนไทย

ที่สุดของที่สุด ความ◾◾◼⬛ 
.
เพิ่งมีเวลามาไล่เรียงเหตุการณ์
ถ้าเป็นคนเล่นหุ้นมาสักพัก
เรื่องตบแต่งบัญชี อาจเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง บางกรณีคือการเลื่อนรายได้ 
บางกรณีคือประเมินมูลค่าสินทรัพย์เกินจริง 
ซึ่งแม้จะผิด แต่หลายคนยังพอเข้าใจได้
ว่าเป็นการแต่งตัวให้ดูดี เพื่อยื้อเวลา 
.
ทว่ากรณี JKN...ไม่ได้หยุดแค่นั้น 
และนี่แหละคือจุดที่ทำให้เรื่อง
เกินกว่ายอมรับได้
.
เริ่มจากชั้นแรกที่หนักอยู่แล้ว 
การใช้ข้อมูลภายใน ผู้บริหารรู้ล่วงหน้า
ว่าบริษัทกำลังจะผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 
เป็นข้อมูลที่นักลงทุนทั่วไปไม่รู้ 
แต่กลับเอาข้อมูลนี้ไปบอกคนใกล้ชิด 
ให้ชิงขายหุ้นทิ้งก่อนราคาพัง 
คนที่อยู่ในตลาดจะเข้าใจทันที
ว่านี่คือการโกงที่ตรงไปตรงมาที่สุด 
เพราะมันคือการหนีตาย
บนซากศพของนักลงทุนรายย่อย 
คนอื่นยังไม่รู้ความจริง 
แต่คนวงในหนีออกไปก่อน
.
แค่นี้ก็ถือว่าผิดหนัก
ระดับทำลายความเชื่อมั่นตลาดแล้ว 
แต่สิ่งที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบต่อและพบ 
กลับรุนแรงกว่าหลายเท่า
.
ประเด็นที่เลวร้ายที่สุด
คือการนำเงินของบริษัทจดทะเบียน
ไปซื้อลิขสิทธิ์ที่ไม่มีอยู่จริง
มูลค่า 567.63 ล้านบาท
ฟังดูอาจซับซ้อนสำหรับคนไม่เล่นหุ้น 
แต่ถ้าอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือแบบนี้...
.
บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 
คือเงินของผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ 
ไม่ใช่เงินส่วนตัวผู้บริหาร 
แต่ในกรณีนี้ 
มีการทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ล่องหน จ่ายเงินจริงออกไปจากบริษัท 
แต่ปลายทางของเงิน 
ไม่ได้ไปหาผู้ขายที่มีตัวตนจริง 
กลับไปจบที่บัญชี นอมินี 
เชื่อมโยงกับผู้บริหารเอง 
ก่อนจะโอนกลับ
และถอนเข้าบัญชีส่วนตัวอีกทอดหนึ่ง
.
นี่ไม่ใช่การบริหารพลาด
ไม่ใช่การลงทุนผิด
ไม่ใช่การประเมินธุรกิจ
มองโลกสวยเกินจริง
แต่คือ.....
การเอาเงินบริษัทออกจากระบบ
โดยเจตนาและสร้างเอกสารปลอมมารองรับ
.
สำหรับคนเล่นหุ้น 
จุดนี้คือเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ 
เพราะแปลว่า งบการเงินที่เราอ่านอยู่ 
ไม่ได้แค่ 💢ไม่น่าเชื่อถือ💢 
แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
ในการดูดเงินออกจากบริษัทโดยตรง 
นักลงทุนที่ซื้อหุ้นไป
ด้วยความเชื่อในตัวเลข 
กำลังถือหุ้นในบริษัทที่ถูกควักไส้จากข้างใน
.
เมื่อเอาทุกชั้นมาวางเรียงกัน 
ภาพมันชัดมาก
1.ใช้ข้อมูลภายในให้คนใกล้ชิดหนีออกจากหุ้นก่อน
2.ปล่อยให้นักลงทุนทั่วไปติดอยู่ในหุ้นและหุ้นกู้
3.เอาเงินบริษัทไปสร้างดีลปลอม
4.เงินไหลผ่านนอมินี ก่อนย้อนกลับเข้ากระเป๋าตัวเอง
.
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ 
ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงบัญชี 
และไม่ใช่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ล้มเหลว 
แต่คือการกระทำที่จงใจ วางแผน 
และรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
บทสรุปในมุมคนเล่นหุ้น
จึงตรงไปตรงมาและโหดร้ายมาก 
.
นี่คือการโกงที่ทำลายทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้
ความน่าเชื่อถือของตลาดทุน 
และความเชื่อใจที่นักลงทุน
มีต่อระบบกำกับดูแล 
การกระทำแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย 
แต่เป็นการหาประโยชน์
บนความเสียหายของคนจำนวนมหาศาลและเรียกได้เต็มปากว่า...
💢เลวร้าย อย่างยิ่ง💢
.
การที่ ก.ล.ต. ขยายผล
และเปิดรายละเอียดออกมา 
ทำให้เห็นชัดว่า 
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ควรถูกทำ
ให้กลายเป็นเพียงข่าวฉาวรายวัน 
เพราะคือกรณีตัวอย่าง
ของสิ่งที่ตลาดทุนกลัวที่สุด 
ผู้บริหารที่ไม่เห็นบริษัทเป็นของผู้ถือหุ้น
แต่เห็นเป็นกระเป๋าเงินส่วนตัวของตัวเอง
.
ในมุมกฎหมาย
ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอน
ของการกล่าวโทษและดำเนินคดีอาญา
จนกว่าศาลจะตัดสิน 
แต่ในมุมของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต.
หลักฐานที่ปรากฏนั้นแน่นหนา
พอที่จะสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหาร 
และส่งเรื่องต่อให้ DSI ทันที
.
แต่เจ้าตัวเปิดตูดแน่บบบบบ
ไปแม็กซิโก โดน อินเตอร์โปล
จับส่งตัวกลับมาซะที เถอะ มมมมม
.
Source++++ 
* https://www.prachachat.net/general/news-1943269
* https://www.posttoday.com/business/stockholder/735577

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

สรุปคำพิพากษาให้จบ ใน 30 วิ.⏰
รู้ว่าไม่เคยเกณฑ์ ใช้เอกสารปลอม 
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2119987568535995&id=100015743169755&mibextid=Nif5oz

มหากาพย์ Ship corp ........รวบรัดตัดความ กว่า 19 ปี (จนถึงตอนอวสาน)
🗓️📆 🖌️
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2097962730738479&id=100015743169755&mibextid=Nif5oz

ความคิดเห็น

บทความที่มีคนอ่านมากที่สุด

ความปัง! ‘น้องเนย’ แบรนด์ไทย-โลก ดึงคอลแลบส์ โกยฐานแฟนคลับ

‘เจ้าสัวฟู้ดส์ แตกซับแบรนด์ รุกมีทสแน็ค ชิงตลาดขนมขบเคี้ยว 4 หมื่นล้านบาท

เมิ่อ DUNKIN’ DONUT จะวางคอนเซ็ปร้านใหม่ เป็นร้านกาแฟและชา

"ธุรกิจขายตรง" มันไม่มีโฆษณา จริงหรือ

ต่อไปนี้ ระบบการทำธุรกิจ จะโดน Distrub