‘เอพริล เบเกอรี่’ ปั้นแบรนด์เสริมแกร่งอาณาจักร เล็ง IPO ปี 70 ระดมทุนซื้อโรงงาน ขยายกิจการ
“เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) เดินหน้าลงทุน 200 ล้านบาท ซื้อโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตเบเกอรี รีแบรนด์ใหญ่รอบ 15 ปี สานอาณาจักรสู่ “เชน” เบเกอรีชั้นนำเมืองไทย ปี 70 เล็ง IPO ระดมทุนเพิ่ม
.
ปี 2568 อาจเป็นปีที่โหดหินสำหรับหลายธุรกิจ ทำให้ยอดขายพลาดเป้า ทว่า “เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ต้นตำรับพายหมูแดงสูตรฮ่องกงเจ้าแรกในประเทศไทย กลับสร้างยอดขายโตเป็นประวัติการณ์ 1,300 ล้านบาท เติบโตราว 200% จากปี 2567 ยอดขายราว 630 ล้านบาท
ปี 2568 อาจเป็นปีที่โหดหินสำหรับหลายธุรกิจ ทำให้ยอดขายพลาดเป้า ทว่า "เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ต้นตำรับพายหมูแดงสูตรฮ่องกงเจ้าแรกในประเทศไทย กลับสร้างยอดขายโตเป็นประวัติการณ์ 1,300 ล้านบาท เติบโตราว 200% จากปี 2567 ยอดขายราว 630 ล้านบาท
.
นอกจากนี้ เป้าหมาบยอดขาย 1,300 ล้านบาท ยังสำเร็จเร็วกว่าที่ตั้งไว้ ซึ่งเดิมจะเกิดขึ้นในปี 2570 และเป็นปีที่บริษัทจะเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอเอ(MAI) เพื่อระดมทุนขยายกิจการ
.
กนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพว่า หากสรุปความสำเร็จของยอดขายปี 2568 ซึ่งเติบโตราว 200% ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี จากปกติจะโตไม่หวือหวานัก หรือหากร้อนแรงสุดเห็น 100% มีบ้าง การที่ยอดขายโตแรง เพราะมีสินค้าในกระแสอย่าง “ช็อกโกแลตดูไบพิตตาชิโอ้” ขายดีข้ามปี หลังเปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2567 จากปกติสินค้าใหม่จะอยู่บนเชลฟ์ราว 3-4 เดือนเท่านั้น
.
“เบเกอรีของเอพริล เบเกอรี่ที่จำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นปกติจะมี 5-15 รายการ ปรับเปลี่ยนหมุนเวียน ออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง 1-2 รายการต่อเดือน แต่ปีก่อนช็อกโกแลตดูไบพิตตาชิโอ้ขายดีมากถึง 7 หมื่นชิ้นต่อวัน จาก 1 หมื่นชิ้นต่อวันถือเป็นท็อปสินค้าขายดีแล้ว และยังขายดีนานถึงปีครึ่งด้วย”
แนวทางขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 บริษัทขยับตัวใหญ่หลายด้าน โดยเฉพาะ “รีแบรนด์” ในรอบ 15 ปี สร้างภาพลักษณ์ใหม่ มีความทันสมัย พร้อมทำร้านต้นแบบ “เอพริล เบเกอรี่” ที่ย่านบรรทัดทอง เป็นคาเฟ่มีเบเกอรี่และเครื่องดื่มเสิร์ฟลูกค้า มีการอบขนมสดให้ลูกค้าได้เห็น ยังเป็น “ครัวกลาง” เพื่อส่งเบเกอรีอบไปร้านคีออสสาขาต่างๆราว 40 สาขา
.
นอกจากนี้ ยังมีการซื้อโรงงานเพิ่ม 1 แห่งในย่านสุขสวัสดิ์ ซึ่งมีพื้นที่ติดโรงงานเดิม เพิ่มกำลังการผลิตเบเกอรีอีก 5 หมื่นชิ้นต่อวัน จากเดิมมีโรงงาน 6 อาคาร กำลังผลิต 1.6 ล้านชิ้นต่อวัน
.
“โรงงานใหม่ยังอยู่ในการเจรจาซื้อกิจการ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเบเกอรีเพิ่มรองรับการเติบโตในอนาคต จากปัจจุบันโรงงานที่มีใช้กำลังการผลิตราว 50%”
.
บริษัทยังเดินหน้าสร้างคาเฟ่โกโก้ แฟคทอรี่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังทำการเพาะปลูกโกโก้บนเนื้อที่ 10 ไร่ เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า มีการเปิดคาเฟ่มัจฉะรองรับลูกค้าราว 20 ที่นั่ง ย่านพระราม 2 จำหน่ายเครื่องดื่มมัจฉะราคา 200-300 บาท และสร้างแบรนด์ใหม่ “เดลี่จอย” รังสรรค์อาหารและเบเกอรีเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการทานอาหาร โดยมีร้านอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า 3 สาขา ได้แก่ บีทีเอสสยาม อารีย์ ทองหล่อ และจะเปิดที่ศาลาแดง เดือนมีนาคมนี้ โดยการขยายธุรกิจดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนราว 200 ล้านบาท
.
ปี 2569 บริษัทยังขยายตลาดสู่ต่างประเทศ นำร่องรับจ้างผลิต(โออีเอ็ม)เบเกอรีให้กับลูกค้าเครือข่ายคาเฟ่ เบเกอรี(เชน)ชั้นนำของประเทศไต้หวัน และเกาหลีใต้รวม 7 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยเป้าหมาย 1 ปีแรกคาดว่าจะสร้างยอดขายราว 100 ล้านบาท ส่วนสหรัฐฯยังเป็นการส่งขนมเปี๊ยะยักษ์ไปจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจในประเทศดังกล่าว
.
จากการทำตลาดเชิงรุกปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโต 30% แม้ 1 เดือนแรก ธุรกิจออกตัวจะเผชิญความท้าทายด้านกำลังซื้อ เนื่องจากยอดขายเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหดตัวลง 5% แต่การทำตลาดปีนี้ยังคงเกาะเทรนด์เบเกอรีดังทั่วโลก มารังสรรค์เป็นเมนูใหม่เสิร์ฟลูกค้า รวมถึงการรีแบรนด์จะผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
.
กนกกัญจน์ กล่าวอีกว่า การเติบโตของบริษัทตนเองบริหารกิจการด้วยตัวเองมาตลอด 15 ปี และการเบ่งอาณาจักรเบเกอรีในอนาคต ต้องการ “พันธมิตร” มาเสริมแกร่งรอบด้าน ทั้งระบบการทำงาน การบริหารงานอย่างมืออาชีพ การตลาด ฯ จึงเปิดกว้างการร่วมทุน โดยตนเองยังต้องการ “ถือหุ้นใหญ่”
.
นอกจากนี้ ในปี 2570 ต้องการผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพื่อระดมทุนขยายกิจการ โดยเฉพาะการซื้อโรงงานเพิ่ม การซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้า ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ การผลิตมีระบบ มีความคล่องตัวขึ้น ที่สำคัญช่วยเพิ่มศักยภาพการ “ทำกำไร” จากปัจจุบันการผลิตยังใช้แรงงาน 1,200 คน และคิดเป็นต้นทุนที่สูง เฉพาะเงินเดือนจ่ายที่ 20 ล้านบาทต่อเดือน
.
“การระดมเงินทุนเท่าใด ยังไม่ประเมิน แต่ในส่วนของการขยายธุรกิจที่มองไว้ ซื้อโรงงานอาจใช้เงินราว 200-300 ล้านบาท การย้ายโรงงานไปพื้นที่อื่นยังไม่คิด เนื่องจากมีความรักต่อพนักงาน ซึ่งทำงานกับบริษัทมานาน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่เดิม”
.
สำหรับภาพรวมตลาดเบเกอรีปี 2569 คาดมีมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม เอพริล เบเกอรี่ ก้าวสู่ปีที่ 16 ยังโตแข็งแกร่ง ทว่า ในปีที่ 20 บริษัทคาดว่ารายได้ทะยานเกิน 2,500 ล้านบาท ในอนาคตต้องการสร้างแบรนด์ “เอพริล เบเกอรี่” ให้แกร่งยิ่งขึ้น และทำรายได้สัดส่วน 50% จากปัจจุบันโฟกัสโรงงาน การผลิต และรายได้ส่วนใหญ่มาจากช่องทางร้านสะดวกซื้อ 80%
.
“เอพริล เบเกอรี่ต้องการเป็นเชนเบเกอรีชั้นนำของเมืองไทย ที่มีหน้าร้านทำขนมอบเหมือนร้านทาร์ตไข่ชื่อดัง หรือร้านซาลาเปาชื่อดัง ที่ทำอบสดใหม่ทุกวันหน้าร้าน มีสาขาจำนวนมากสามารถทำรายได้ระดับพันล้านบาท เสริมแกร่งอีกด้านที่มียอดขายจากเซเว่นอีเลฟเว่นระดับพันล้านบาท”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้