‘พยัคฆ์’ ชาของอดีตหนุ่ม IT กวาดยอดขายวันละ ‘1 แสนขวด’ ดันสินค้าเข้า 7-Eleven-ห้างทั่วประเทศ

อยากมีชีวิตมั่นคง ขอพับอาชีพฟรีแลนซ์-ทำชาใส่ขวดขาย คุยกับ “เอก-ธิติ” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง “พยัคฆ์” เริ่มจากขายน้ำส้มแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หันทำชาเพราะชอบกินเอง ขายราคาไม่แพงจนโตวันโตคืน ปีล่าสุดรายได้ทะลุ “188 ล้าน” ผลิตส่ง 7-Eleven โมเดิร์นเทรดวันละ “100,000 ขวด” ตั้งเป้าปีนี้โตกว่าเดิม
.
ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว การกินชากาแฟโดยไม่ใส่น้ำแข็งอาจจะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ “เอก-ธิติ พัววรานุเคราะห์” ที่ยึดอาชีพด้าน IT มาทั้งชีวิต อยากลองเสี่ยงทำชานม-ชาไทย-ชาเขียวบรรจุขวดขายดูสักตั้ง หลังจากเคยเริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการด้วยการทำน้ำส้มคั้นขายแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้ 
ผ่านไป 8 ปี ชาบรรจุขวดถูกวางขายทั่วประเทศในชื่อ “พยัคฆ์” พร้อมกับผลประกอบการปีที่ผ่านมา บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด ทำรายได้ไป “188 ล้านบาท” เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบ 54% ที่มีรายได้อยู่ 122 ล้านบาท ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ “เอก” เริ่มต้นลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ไม่มีหุ้นส่วนธุรกิจนับตั้งแต่วันแรก มีเพียงภรรยาที่เข้ามาช่วยดูแลงานฝั่งบัญชี พร้อมกับเป้าหมายในปีนี้ที่อยากดันรายได้โตกว่าเดิม ที่สำคัญ ต้องผลิตให้ทันกับออเดอร์ที่เข้ามาทุกวันด้วย
.
:: อยากมีธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากทำน้ำส้มคั้น ลงทุน:ไป 500,000 บาทแต่ก็ไม่สำเร็จ ::
ก่อนจะมาทำธุรกิจ “เอก” ยึดอาชีพฟรีแลนซ์มาโดยตลอด รับหน้าที่ดูแลงาน IT ที่เกี่ยวข้องกับการวางระบบบัญชี จนกระทั่งอายุ 30 ปีก็เริ่มคิดอยากมีธุรกิจของตัวเอง เพราะถ้าเป็นฟรีแลนซ์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ น่าจะไม่มั่นคงเท่าไหร่ ตอนนั้น “เอก” ปรึกษากับเพื่อนสนิทว่า ควรทำอะไรดี ก็มาเจอว่า บ้านเพื่อนคนนี้รับทำ OEM เครื่องดื่ม เอกชอบกินน้ำส้มคั้นเป็นทุนเดิมเลยตั้งโจทย์ทำน้ำส้มคั้นขาย เป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้หันหน้าสู่เส้นทางผู้ประกอบการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
.
แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ “เอก” ใจป้ำควักเงินก้อนใหญ่กว่า 500,000 บาท ลงทุนทำห้องปลอดเชื้อโดยใช้พื้นที่กั้นห้องในบริเวณบ้านตัวเอง ซื้อเครื่องจักรคั้นน้ำส้มมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมจ้างทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดูว่า น้ำส้มคั้นที่อร่อยต้องใช้อุณหภูมิและเวลาเท่าไหร่ ประกอบกับตอนนั้นเทรนด์สุขภาพเติบโตมากขึ้น “เอก” ได้ดีลกับสวนส้มคุณภาพดีจากเชียงใหม่ จึงได้น้ำส้มคุณภาพดี ขายในราคาขวดละ 50 กว่าบาท
.
มาถึงตรงนี้ดูเหมือนน้ำส้มของเอกจะติ๊กถูกหลายข้อทั้งเรื่องคุณภาพและรสชาติ แต่กลายเป็นว่า ธุรกิจน้ำส้มเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่คิด ขายมาได้ 4-5 ปีก็ยังไม่มีวี่แววเติบโต กระจายช่องทางการขายตามออฟฟิศ เข้าวิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ ส่งเข้าโมเดิร์นเทรดหลายๆ แห่งก็แล้ว กระทั่งเจอจุดเปลี่ยนระลอกใหญ่ เมื่อ “เอก” ตัดสินใจพาน้ำส้มคั้นไปออกบูธที่งาน Thaifex
.
การไป Thaifex ครั้งนั้น ทำให้ได้พบกับทีม CPALL (ซีพีออล) ทางบริษัทชักชวนให้เอกลองนำน้ำส้มมาวางขายในร้าน จากเคยทำเล็กๆ จึงลงทุนขยายโรงงานเพื่อส่งให้ “เซเว่น อีเลฟเว่น” (7-Eleven) ปรากฏว่า ยอดขายก็ยังทรงๆ ทาง CPALL จึงแนะนำให้ลองพัฒนาโปรดักต์อื่นมาวางขายด้วยกันใหม่ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “พยัคฆ์” ในเวลาต่อมา
:: โควิด-19 ทำพฤติกรรมคนเปลี่ยน กินชาไม่ใส่น้ำแข็งก็ทำได้ ส่ง “พยัคฆ์” โตแรง ::
หลังได้รับคำแนะนำ “เอก” กลับมาพัฒนาโปรดักต์ใหม่ คิดถึงความชอบของตัวเองอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่น้ำส้มก็น่าจะเป็นเครื่องดื่มประเภทชา ทั้งชานม ชาไทย และชาเขียว ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก็คลอดแบรนด์ใหม่ในชื่อ “Chamu” จนได้รับโอกาสให้มาออกบูธที่อีเวนต์ของ CPALL 
.
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้บริหารมีโอกาสแวะมาชิม “เอก” จึงถามกลับไปว่า รสชาติแบบนี้ในราคาขวดละ 20 บาท พอจะวางขายใน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ได้หรือไม่ ผู้บริหารตอบตกลงพร้อมนัดหมายวันให้นำโปรดักต์เข้ามาเสนอที่บริษัท จาก Chamu ก็พัฒนาสูตร วางแบรนดิ้งใหม่ ออกมาเป็น “พยัคฆ์”
.
ที่ใช้ชื่อนี้เอกบอกว่า ต้องการสื่อสารถึงความเป็นไทย เข้าถึงง่าย ไม่หรูหราลักชัวรีจนเกินไป บวกกับความรู้สึกที่มองว่า ชาต้องขายรสเข้มข้น ชื่อ “พยัคฆ์” ฟังดูมีมนต์ขลัง ไม่โมเดิร์นมาก ชาวบ้านเข้าถึงได้ เจาะกลุ่มแมสตามที่ต้องการ พร้อมกับราคาขวดละ 20 บาท จึงทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง
.
“ตอนโควิด-19 อยากหาโปรดักต์อื่นที่ไม่ใช่ผลไม้แล้ว ตอนนั้นก็คิดว่า คนไม่ตอบรับหรอก การกินชาไทยไม่มีน้ำแข็งเมื่อ 8 ปีที่แล้วเป็นเรื่องแปลก ไม่ใ่ส่แก้ว กินขวดเปล่าๆ มันไม่ได้ แต่พอโควิด-19 พฤติกรรมคนเปลี่ยน บางคนซื้อสินค้าเรากลับบ้านแล้วหาน้ำแข็งแยก หรือบางคนก็ไม่กินน้ำแข็งแช่เย็นกินได้เลย สินค้าของเราราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพคุ้มค่า และเราเป็นคนชอบกินชาอยู่แล้ว เลยรู้ว่า รสไหนอร่อย อะไรหวานไปก็พยายามปรับสูตรให้เป็นหวานน้อย”
.
การเข้าไปวางขายใน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ถือเป็นก้าวที่ใหญ่ที่สุด และเป็นจุดเปลี่ยนของ “พยัคฆ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา จากโรงงานเล็กๆ ผลิตแค่กะเดียว ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเปิดเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง ต้องย้ายโรงงานใหม่ ยอดขายกระโดดไปสิบเท่าตัว กลายเป็นผลิตไม่ทันกับความต้องการ
.
จากโรงงานเล็กๆ บนพื้นที่ 200 ตารางวา ย้ายมาอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ จากที่เคยผลิตได้ 3,000-4,000 ขวดต่อวัน กลายเป็นกำลังการผลิตหลักหมื่นขวดต่อวัน จนทุกวันนี้ “เอก” บอกว่า กำลังการผลิตต่อวันสูงถึง “100,000 ขวด” ต้องหยุดรับผลิต OEM ให้เจ้าอื่นๆ เฉพาะแบรนด์พยัคฆ์ก็แทบจะไม่ทันแล้ว แม้จะย้ายมาทำโรงงานใหม่ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม
.
“การผลิตเราแตะหลักแสนขวดเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพราะมีเพิ่มไลน์โปรดักต์ใหม่เข้ามาด้วย เรามีชาไทย โกโก้ ชาเขียว กาแฟดำ กาแฟนม ชาไทยไร้สี แต่ถ้านำพอร์ตโมเดิร์นเทรดมาคิดรวมด้วยตอนนี้มีเกิน 10 ตัวแล้ว เฉพาะขายที่ เซเว่น อีเลฟเว่น มีราว 8 อย่าง สัดส่วนยอดขายเรามาจากเซเว่น 70% นอกนั้นเป็นโมเดิร์นเทรด ผมไม่ขายทั่วไป ไม่มีออนไลน์”
.
สำหรับกลุ่มลูกค้าของ “พยัคฆ์” เอกบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ต้องทำแบบเข้ากะ เวลาทำงานไม่เอื้อให้เดินออกมาซื้อชากาแฟเป็นแก้ว หรือบางครั้งก็ไม่สามารถสั่งผ่านเดลิเวอรี่ให้ส่งตามจุดโลเคชันนั้นๆ ได้ การเดินไปซื้อชากาแฟแบบขวดที่ร้านสะดวกซื้อจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้มาก ดึกๆ ร้านน้ำชงก็ปิดกันหมดแล้ว ถ้าอยากกินชากาแฟตอนดึกก็ต้องมาจบที่ “พยัคฆ์”
.
:: ตั้งเป้าโตทุกปี ผลิตให้ทัน คุณภาพยังได้ มองบทเรียนเป็น SMEs ต้องอดทน ::
ปีที่ผ่านมาผลประกอบการ บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด เจ้าของ “พยัคฆ์” ยังเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้ 188 ล้านบาท กำไรสุทธิ 781,404 บาท ส่วนปีก่อนหน้ามีรายได้ 122 ล้านบาท กำไรสุทธิ 384,166 บาท “เอก” บอกว่า ไม่ได้มีเป้าในใจแบบชัดๆ ขอแค่โตกว่าเดิมทุกปีก็พอ มีกำไรพออยู่ได้ เลี้ยงพนักงานได้ ถ้าทำของดีธุรกิจก็จะเติบโตเอง ตอนนี้สิ่งที่โฟกัสมากกว่า คือกำลังการผลิตที่ต้องทำให้ทันกับความต้องการ รวมถึงคุณภาพที่ต้องคงไว้ให้ได้ตามมาตรฐานเดิม
.
“เราไม่ได้ต้องการความมั่งคั่งต้องการความมั่นคง ทำให้สินค้าอยู่ในตลาดไปได้นานแสนนานเท่าที่จะดูแลพนักงานไปได้จนเขาเกษียณ พยายามออกสินค้าใหม่ๆ และคงคุณภาพสินค้าเก่าให้ดี แผนออกโปรดักต์ใหม่ก็มี ส่วนการทำสินค้าพรีเมียมแมสก็มีในราคา 25 บาท และก็น่าจะเป็นโปรดักต์ใหม่ตัวสุดท้ายของปีนี้แล้ว”
.
“เอก” บอกว่า ทุกวันนี้กำลังการผลิตแน่นมาก ยังมีแผนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ลงมาเท่าไหร่ก็เต็ม คนงานเองก็ผลิตไม่ทัน ตอนนี้เน้นที่เครื่องจักรมากกว่าคน มีคนทำงานเข้าสองกะรวมกันประมาณ 40 คน ส่ง เซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งประเทศ รวมถึงโมเดิร์นเทรดอย่างโลตัส บิ๊กซี ซีเจ แม็กซ์แวลู ด้วย
.
ในฐานะ SMEs ที่กำลังเติบโต-ก้าวขึ้นสู่แบรนด์ร้อยล้านหมาดๆ “เอก” ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ถึงบทเรียนที่ผ่านมา ระบุว่า ช่วงเริ่มต้นให้ค่อยๆ “แหย่ขา” ลงไป อย่าเพิ่งลงทุนเยอะ เริ่มจากโปรดักต์หนึ่งอย่างเล็กๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาจากจุดนั้น ถ้าไปต่อได้ค่อยมองหาช่องทางการขายที่จะช่วยติดสปริงบอร์ดอย่างโมเดิร์นเทรดหรือร้านสะดวกซื้อ ดูช้าๆ พิจารณาดีๆ ว่า ตลาดเป็นอย่างไร ใจเย็นๆ เพราะเป็น SMEs ต้องอดทน

ความคิดเห็น

บทความที่มีคนอ่านมากที่สุด

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ รุก Pet Humanization ปั้นเฟอร์นิเจอร์เพื่อคนและสัตว์เลี้ยง

‘นิปปอนเพนต์’ ลุยโปรแกรม ’WORRY FREE’ รับตลาดรีโนเวตโตแรง

‘เจี้ยนชา’ แตกไลน์สินค้า ทำมัทฉะขายใน ‘7-Eleven’ ราคาแก้วละ 49 บาท ปักหมุดสาขากรุงเทพ อนาคตมีแผนเข้าโมเดิร์นเทรดต่อด้วย

เปิดที่มากว่าจะมาเป็น “รีเจนซี่” บรั่นดีไทย

GRANDPARK BANGNA ทุ่ม 4 พันล้าน ปั้น ‘Social Club’ เขย่าบางนา