ไม่ได้มีแค่ ‘MIXUE’ ? รู้จัก ‘Bing Chun’ ร้านชาผลไม้-ไอศกรีมจีน บุกไทยแล้ว 8 สาขา
.
ท่ามกลางความสำเร็จของ “Mixue” ร้านของหวานสัญชาติจีนแบรนด์อื่นๆ ที่เห็นโอกาสจากช่องว่างในตลาดก็ทยอยกรีฑาทัพเข้ามาปักหลักในไทยเช่นกัน หลังจาก “Mixue” ก็ถึงคราวของ “WeDrink” (วีดริงค์) ที่มีสินค้าและโมเดลการขายละม้ายคล้าย “Mixue” ราวกับฝาแฝด และเมื่อกลางปี 2567 “ปิงฉุน” (Bing Chun) ร้านไอศกรีมจากเมืองจีนก็ได้ฤกษ์เข้ามาเปิดทำการในไทย โดยเลือก “แฟชั่นไอส์แลนด์” เป็นหมุดหมายแรกสุด
:: น้องใหม่ในไทย แต่เกิดที่จีนพร้อมกับ “WeDrink” ::“Bing Chun” มีชื่อเต็มๆ ว่า “Bing Chun Cha Yin” ก่อตั้งและบริหารโดยบริษัท Henan Liangdi Catering Management มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซินเซียงมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของประเทศจีน แม้จะเป็นน้องใหม่ในไทย แต่จริงๆ แล้ว Bing Chun ถือกำเนิดขึ้นในจีนตั้งแต่ปี 2555 แรกเริ่มไม่ได้ขายซอฟต์เสิร์ฟ มีชาผลไม้และชานมเป็นสินค้าเรือธง
.
“Bing Chun” วางรากฐานขยายธุรกิจด้วยโมเดลแฟรนไชส์มาตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมกับการขายสินค้าในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงได้ โดย “เฉิน ตง” (Cheng Dong) ผู้บริหารของ Bing Chun บอกว่า รสชาติที่อร่อยและราคาที่เข้าถึงได้ง่ายทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ส่งให้ “Bing Chun” เติบโตในจีนรวมถึงประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
.
ก่อนหน้าการรุกคืบของ “Bing Chun” เครือข่ายร้านชาที่เจาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สำเร็จ มีทั้ง “Gong Cha” (กงชา) และ “Mixue” โดยเฉพาะแถบเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ แม้ว่า “Bing Chun” จะช้ากว่าแบรนด์อื่นๆ ไปหลายก้าว แต่ “เฉิน ตง” มองว่า กระแสความนิยมที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การขยายไปต่างประเทศสะดวกสบายมากกว่าเดิม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือจุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์จีนที่ต้องการขยายตลาดส่งออก
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “Bing Chun” เริ่มเป็นที่พูดถึง-ขึ้นแท่นม้ามืดในตลาดชานมไข่มุก เกิดขึ้นระหว่างปี 2562 โดยแบรนด์ทำโปรโมชันแก้วที่ 2 ราคา 1 หยวน หรือเท่ากับ 4.65 บาท ปรากฏว่า โปรโมชันได้รับการตอบที่ดีมาก กระทั่งขยายไปได้ 3,000 แห่งทั่วประเทศจีน รวมถึงการขยายมายังประเทศอื่นๆ แถบเซาท์อีสต์อีก 500 แห่ง (ตัวเลข ณ เดือนมกราคม 2567) หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยอยู่ด้วย
.
:: ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่มีใครทำผลงานได้ดีกว่า “Mixue” ::
ตัวเลขเมื่อเดือนมกราคม 2567 ระบุว่า “Mixue” สยายปีกเปิดร้านไปแล้ว 36,000 แห่งทั่วโลก ในจำนวนที่ว่านี้ มีอยู่ 4,000 แห่งตั้งอยู่นอกประเทศจีน ทำให้ “Mixue” กลายเป็นแบรนด์ชาชงสดสัญชาติจีนเบอร์ต้นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ “Hey Tea” แม้จะขยายมาฝั่งเอเชียบางส่วน แต่กลับได้รับความนิยมจากอังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส และแคนาดามากกว่า
.
เว็บไซต์ “China Daily” ระบุว่า “Mixue” เก่งกาจในการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อจัดหาวัตถุดิบให้เหมาะสมกับตลาดท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี มีระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงระบบคลังสินค้า บริการจัดส่ง ฯลฯ ทำให้ระบบห่วงโซ่อุปทานของ Mixue มีเสถียรภาพมาก
.
นอกจากนี้ “Mixue” ยังมีมาสคอต “Snow King” ที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง ทำให้แบรนด์เป็นมากกว่าเครื่องดื่มที่ลูกค้าเข้ามาซื้อแล้วเดินจากไป โดยในปี 2566 หัวข้อเกี่ยวกับ Snow King ถูกพูดถึงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากถึง 8,700 ล้านครั้ง ส่วนเพลงธีมของ Mixue ถูกเปิดไปแล้ว 8,400 ล้านครั้ง สะท้อนถึงความนิยมของ Mixue แซงหน้าชาจีนแบรนด์อื่นๆ ไปหลายก้าว
.
ในมุมมองของผู้ประกอบการ เชื่อว่า ชาจีนยังมีโอกาสเติบโตทั้งในและนอกประเทศอีกมาก คาดการณ์ว่า ตัวเลขตลาดชาจีนในปี 2568 จะแตะระดับ 250,000 ล้านหยวน หรือราวๆ 1.16 ล้านล้านบาท รสชาติของชาจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ฝั่งแบรนด์เองก็มีการปรับปรุงพัฒนาให้รสชาติมีความสดใหม่ใกล้เคียงกับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ชาจีนจึงไม่ใช่เครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังขยายกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ
.
“Bing Chun” เปิดในไทยอย่างน้อย 8 แห่ง มีคนจีนเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น
ในประเทศไทย “Bing Chun” บริหารภายใต้ “บริษัท ปิงฉุน ฟู้ด แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด” ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่า ปัจจุบันขยายไปแล้วกี่แห่ง
.
แต่จากการเปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Bing Chun Thailand” พบว่า เปิดทำการไปแล้วอย่างน้อย 8 แห่ง ได้แก่ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์, สาขายูเนี่ยน มอลล์, สาขา MBK Center, สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์, สาขาตลาดมีนบุรี, สาขามหาวิทยาลัยกรุงเทพ, สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาขาวงเวียนหอนาฬิกาเชียงราย
ทั้งนี้ “ปิงฉุน แมเนจเม้นท์” จดทะเบียนตั้งบริษัทวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ถือหุ้นโดย เจดดราก้อน แวร์เฮาซิ่ง เซอร์วิส สัดส่วน 51% และนายหลง เฉิน 49% เนื่องจากเพิ่งก่อตั้งและเปิดทำการเมื่อปีที่ผ่านมาจึงยังไม่มีตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิให้เห็นกัน แต่จากการลงสำรวจพื้นที่ของ “กรุงเทพธุรกิจ” พบว่า หน้าร้านมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามานั่งกิน-ซื้อกลับเรื่อยๆ โดยเมนูที่ได้รับความนิยม คือซอฟต์เสิร์ฟ 15 บาท ที่มีให้เลือกทั้งรสดั้งเดิมและรสชาเขียว
.
จับตาดูกันต่อไปว่า ปีนี้จะมียักษ์จีนเจ้าไหนข้ามน้ำข้ามทะเลมาปักหมุดที่ประเทศไทยเป็นรายต่อไป ไม่ใช่แค่ฟากฝั่งของหวานเท่านั้น ตั้งแต่อาหารทานเล่นไปจนถึงฟาสต์ฟู้ด “พี่จีน” ก็เดินเครื่องเต็มสูบ ด้วย “Economy of scale” ที่ทำให้ดั๊มป์ราคาขายแบบทุบตลาดจนกระอักกันไปข้างหนึ่ง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้