ธุรกิจเดิมเกือบเจ๊ง เลยออกมาเปิด ‘Yoguruto’ ร้านโยเกิร์ตปั่น ‘270 สาขา’ อนาคตเล็ง IPO
เมื่อไวรัลมาพร้อมกับสาขาครอบคลุมทั่วเมือง “โยกุรุโตะ” เกิดสภาวะที่ “เอลฟ์-เอื้อการย์ สำรวลหรรษ์” เจ้าของและหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิยามว่า ตอนนี้แบรนด์โตไม่ทันความดีมานด์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องกลับมาแก้ไขพร้อมๆ กับทีมงาน หนักถึงขั้นที่ “เอลฟ์” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตนเองยืนอยู่กลางคลังสินค้า เห็นในคลังวิ่งวุ่นพร้อมกับจำนวนลูกค้าร้านแฟรนไชส์ที่เข้ามาทยอยรับของ มีรถเข้ามารับของเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มีลูกค้าหลายเจ้าไม่ได้ของติดมือกลับไป เพราะโยเกิร์ตสดที่เตรียมไว้หมดคลังเรียบร้อยแล้ว
:: ขายโยเกิร์ตปั่นเพราะธุรกิจเดิมมีแววไปไม่รอด ลองมาหมดแล้วตั้งแต่เอเจนซี-บ้านพักให้เช่า ::
แบคกราวนด์ของ “เอลฟ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “โยกุรุโตะ” เรียนจบด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก ถึงอย่างนั้น “เอลฟ์” ก็ยังเชื่อในก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ไม่เคยมองการทำงานประจำในแผน หลังเรียนจบจึงทำเว็บไซต์เพื่อขายพื้นที่โฆษณาในเว็บดูก่อน จากนั้นค่อยๆ พัฒนาสู่เอเจนซีเล็กๆ ของตัวเอง
.
ย้อนกลับไป 9 ปีที่แล้ว “เอลฟ์” เล่าว่า ตอนนั้นเป็นยุคที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง-สกินแคร์เฟื่องฟูมาก ดารานักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ต่างเข้ามาทำธุรกิจบิวตี้ ตนเองเห็นโอกาสจึงเข้าไปดีลกับโรงงานผลิตสินค้ากลุ่มนี้เพื่อทำการตลาดให้ ธุรกิจผ่านไปด้วยดีระยะหนึ่งกระทั่งอุตสาหกรรมดังกล่าวเริ่มอิ่มตัว เก็บเงินจากการทำงานได้ก้อนหนึ่ง “เอลฟ์” หันมาทำบ้านพักให้เช่ารายวัน โดยมีชาวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
.
รายได้จากการทำธุรกิจบ้านเช่าค่อนข้างโอเค เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ กระทั่งเจอกับสถานการณ์ปิดเมืองช่วงวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาด รายได้เป็นศูนย์ทันทีเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้ โชคดีว่า “เอลฟ์” ไม่ได้ทำธุรกิจตัวคนเดียว แต่ยังมีญาติๆ ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งอีก 3-4 คน หนึ่งในผู้ก่อตั้งจึงเสนอไอเดียขายโยเกิร์ตสดปั่น เพราะมองว่า เมืองไทยยังไม่ค่อยมี
.
ด้วยความที่ตนเองไม่เคยมีความรู้พื้นฐานด้านการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “เอลฟ์” ตั้งต้นจากรสชาติที่ชอบก่อน แบบไหนคืออร่อย ต้องมีน้ำหนักแบบไหน เปรี้ยวเท่าไหร่ หวานเท่าไหร่ ต้องนัวแค่ไหน ฯลฯ จากนั้นจึงนำมาพัฒนาสูตรให้คงที่ โดยผู้คิดค้นสูตรคือสามีของเอลฟ์ ผู้ซึ่งไม่เคยทำธุรกิจในแวดวง F&B มาก่อนเช่นกัน แต่เธอมองเป็นข้อดี เพราะทำไม่เป็น ทำไม่เก่ง จึงทำให้ทุกอย่างออกมาง่ายที่สุด ไม่ต้องใส่รายละเอียดมาก “SOP” (Standard Operation Procedure) ที่เขียนออกมาจึงค่อนข้างพื้นฐานมากๆ
ไม่นาน “โยกุรุโตะ” สาขาแรกก็เกิดขึ้น เอลฟ์เลือกโลเคชันหน้ามหาวิทยามหิดล บนพื้นที่เล็กๆ 8 ตารางเมตร ผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี จากนั้นจึงขยายสาขาที่สองไปยังห้างเซ็นทรัลศาลายา “เอลฟ์” บอกว่า แม้จะเรียนจบด้านการตลาด แต่ถึงเวลาลงสนามจริงแทบไม่ได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ เพราะการทำธุรกิจต้องอาศัย “Learning by Doing” เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครมานั่งสอน เฟรมเวิร์กทุกอย่างที่เรียนมาทิ้งไปแทบทั้งหมด ไม่ต้องวางกลยุทธ์อะไรทั้งนั้น คิดเพียงแค่ทำอะไรก็ได้ที่จะต่อยอดชีวิตเราในวันถัดไป
.
:: ทำแฟรนไชส์ เพราะมี “ไมเนอร์” เป็นไอดอล สาขาเยอะ-รีวิว TikTok ดัน “Yoguruto” พุ่งแรง ::
การเติบโตของ “โยกุรุโตะ” ไม่หวือหวา ไม่ได้พุ่งแรงเมื่อเทียบกับตลาดกาแฟหรือชานมไข่มุก “เอลฟ์” มองว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองโยเกิร์ตปั่นเทียบเคียงกับเครื่องดื่มอื่นๆ ไม่ได้มองว่าเป็นของที่ต้องกินทุกวัน หรือถึงที่สุดแล้วยังไม่เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำไป แบรนด์เปิดตัวในวันที่ตลาดยังไม่ตอบรับ ช่วงแรกที่เปิดร้านขายได้วันละ 50 แก้วก็ดีใจมากแล้ว
.
ช่วงแรกๆ เอลฟ์ใช้วิธีทำคูปองแจกเครื่องดื่มฟรี เพื่อให้คนในละแวกนั้นเปิดใจเข้ามาชิม กลายเป็นครั้งแรกที่ร้านมีคนต่อคิวรอเครื่องดื่ม แต่ไม่เคยคิดว่า วันนี้จะได้เห็นภาพนั้นอีกครั้งด้วยบริบทที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีคิวเพราะแจกฟรี แต่เกิดจากลูกค้าที่เข้ามารอเพราะอยากกินโยเกิร์ตปั่นจริงๆ
.
ปัจจุบัน “โยกุรุโตะ” มีทั้งหมด 270 สาขา เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีจากการใช้โมเดลแฟรนไชส์ตั้งแต่ปีแรก “เอลฟ์” บอกว่า ที่เลือกขยายด้วยโมเดลนี้มาจากหลายปัจจัย แต่หลักๆ เพราะมียักษ์วงการอาหาร “ไมเนอร์ฟู้ด” เป็นโรลโมเดล เริ่มจากวางจุดยืนร้านแล้วถามตัวเองว่า มีใครเป็นไอดอลเพื่อทำให้ได้แบบเขา ที่มองไมเนอร์ฟู้ดเพราะเป็นกรุ๊ปที่มีหลายแบรนด์ในพอร์ต ขยายสาขาได้เยอะ แล้วถ้าอยากขยายแบบเขาต้องทำอย่างไร จึงไปศึกษาวิธีแล้วพบว่า การขยายผ่านโมเดลแฟรนไชส์คือคำตอบ
.
จาก 270 สาขา มีเพียง 10 สาขาเท่านั้นที่บริหารโดยแบรนด์ ที่เหลือเป็นร้านของแฟรนไชส์ซี “เอลฟ์” เล่าว่า ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นลูกค้าที่มากินแล้วชอบ พอชอบจึงอยากเปิดเองเพราะมองว่าน่าจะขายได้ จากปีแรก 11 สาขา สู่ 37 สาขาในปีที่สอง มี 65 สาขาในปีที่สาม และแตะหลักร้อยสาขาในปีที่สี่ เมื่อถามว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์โด่งดังเกิดขึ้นตอนไหน “เอลฟ์” มองว่า มีหลายปัจจัยที่แบรนด์สะสมมานานจนออกดอกออกผลในช่วงเดือนธันวาคม 2568
.
ระยะหลังแบรนด์หันมาทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น บวกกับเคยไปสัมภาษณ์กับสื่อไว้เมื่อนานมาแล้ว แต่ดันเป็นจังหวะประจวบเหมาะที่คลิปวิดีโอเผยแพร่ช่วงเดือนธันวาคมพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับรีวิวท็อปปิ้งข้าวเหนียวนิลบน TikTok ได้รับความสนใจ ในวันที่ “โยกุรุโตะ” มีสาขาครอบคลุมกว่า 270 แห่ง ลูกค้าก็หากินได้ง่ายขึ้น องค์ประกอบทุกอย่างสุกงอมพอดี หลังจากนั้น “โยกุรุโตะ” ก็พุ่งทะยานจนถึงวันที่ต้องปิดหน้าร้านหลายๆ สาขาชั่วคราว เพราะสต๊อกหมดเกลี้ยงจนผลิตไม่ทัน
.
“มีแอคเคานต์ที่พูดถึงท็อปปิ้งข้าวเหนียวนิลใน TikTok ตอนแรกเขาเริ่มจากรีวิวบุกน้ำผึ้งได้ตลกมาก เลยมีคนคอมเมนต์ว่า ให้ลองข้าวเหนียวนิล ปรากฏว่า ฐานแฟนคลับข้าวเหนียวนิลคงเยอะกว่าบุกน้ำผึ้ง สุดท้ายคนไปลองตามจนเกิดไวรัล ประกอบกับช่วงปลายปีแบรนด์ทำการตลาดใน TikTok มากขึ้น จ้าง KOLs เพิ่มด้วย จังหวะมันพอดีมาก แต่ดีใจได้แปปเดียวก็เครียดเลย คนในบริษัทแซวกันว่า แมสให้น้อยลงได้มั้ยเพราะไม่ได้กลับบ้านกัน เราซื้อที่นอนให้น้องๆ ที่ออฟฟิศเขาก็นอนที่นั่นกัน ติดฝักบัวในห้องน้ำให้อาบน้ำที่ออฟฟิศเลย”
.
:: อยู่ได้เพราะคุ้มค่า ไม่แพง อนาคตอยากพาแบรนด์ IPO ::
หลังเป็นกระแสติดลมบน “เอลฟ์” บอกว่า มีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์เยอะกว่าเดิม มีทุกวัน บางคนเปิดไปแล้ว 1 สาขา ก็อยากเปิดเพิ่มอีก ปัญหาตอนนี้ คือหลังบ้านโตไม่ทันดีมานด์ ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วทุกอย่างรวนหมด มีฟีดแบ็กจากลูกค้าเยอะ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเร่งขยายทีม รู้สึกขอบคุณทีมงานที่ไม่ทิ้งไปไหน เติบโต ขายดี แต่ก็หนักหนาเอาการ เพราะทุกอย่างเข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กำลังเร่งเพิ่มคน เร่งนำระบบเข้ามาช่วย
.
ตั้งแต่แรกที่เริ่มทำร้าน “เอลฟ์” อยากให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก อยากมีสาขา แต่ก็ไม่เคยคิดว่า จะถึงวันที่พุ่งแรงขนาดนี้ มีลูกค้าเก่าที่อยู่ด้วยกันมานานบอกว่าอยากให้ “โยกุรุโตะ” แมสสักที ตนเองตอบไปว่า อยากให้แมสเหมือนกันแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร พอถึงวันที่เกิดขึ้นจริงๆ กลับเป็นวันที่ไม่ทันตั้งตัว เกิดปัญหาของไม่พอขาย โดยเฉพาะสต๊อกโยเกิร์ตที่เป็นสูตรลับของแบรนด์ จะหยิบอะไรมาปั่นทดแทนกันไม่ได้
.
ทางแก้ตอนนี้ คือขยายกำลังการผลิตในสเกลโรงงาน ทำควบคู่ทั้งว่าจ้าง OEM และสร้างโรงงานของตัวเอง ส่วนเป้าหมายปีนี้หลังแบรนด์แมสถึงขีดสุด “เอลฟ์” บอกว่า ไม่เคยตั้งเป้าตัวเลข เชื่อว่า ถ้าแฟรนไชส์เติบโต ลูกค้าเข้ามาซื้อซ้ำ ทุกอย่างก็จะปรากฏออกมาในตอนท้ายเอง งบช่วง 3 ปีแรกของ “โยกุรุโตะ” ขาดทุนตลอด จากนั้นก็มีกำไรเพียงหลักหมื่น และเพิ่งเติบโตจริงๆ ในปี 2567
.
ทั้งนี้ “เอลฟ์” บอกว่า มีต่างประเทศติดต่อเข้ามาพอสมควร แต่ตอนนี้อยากโฟกัสในประเทศให้ดีก่อน ส่วนปลายทางในอนาคตผู้ก่อตั้งทั้ง 5 คน เห็นตรงกันว่า อยากพา “โยกุรุโตะ” เข้าตลาดหุ้น แต่จะเป็นช่วงปีไหนคงเป็นแผนระยะไกล
.
ตอนนี้นอกจากการขยายกำลังการผลิต “โยกุรุโตะ” เพิ่งทำโปรดักต์ในรูปแบบ Collaboration ร่วมกับ “CJ More” ได้แก่ “ชีสทาร์ตโยเกิร์ต” เป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับตาต่อไปว่า หลังจากโยเกิร์ตสดปั่นติดตลาดแล้ว จะมีความเคลื่อนไหวอะไรออกมาจากว่าที่แบรนด์เจ้าตลาดแห่งนี้บ้าง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้