‘ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง’ ใช้ปลาดุกวันละ ‘500 กิโลกรัม’ ร้านดาวรุ่งของอดีตครีเอทีฟ ปีนี้เปิด 10 สาขา
ปลาดุกไทยโกยเงินล้าน! คุยกับ “ฮิม-วิทวัส เสน่ห์จันทร์” ทิ้งอาชีพ Creative Director ควักเงินก้อนแรก 15,000 บาท ซื้อปลาดุก-โต๊ะ-เตา ย่างขายในบ้าน ใช้เวลาไม่ถึงเดือนลูกค้าบอกปากต่อปาก ตั้งเป้ารายได้ “5 ล้านบาท” เล็งออกโปรดักต์ใหม่-เปิดหน้าร้าน-ออกบูธตามห้าง ใช้ปลาดุกสูงสุดวันละ 500 กิโลกรัม
.
ลาออกจากงานประจำมาเปิดกิจการเล็กๆ ของตัวเอง เป็นความฝันของมนุษย์เงินเดือนหลายคน โดยเฉพาะกับธุรกิจร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องเข้าง่ายออกง่าย จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่คนทำงานมองหา
.
เช่นเดียวกับ “ฮิม-วิทวัส เสน่ห์จันทร์” อดีต Creative Director วัย 37 ปี เริ่มต้นเส้นทางการทำงานสายครีเอทีฟที่เอเจนซีแห่งหนึ่งยาวนาน 12 ปี กระทั่งตัดสินใจลาออกและใช้เวลาว่างก่อนเริ่มงานใหม่ด้วยการตั้งโต๊ะขายของหน้าบ้าน โดยยึดจากความชอบกินของตัวเอง บวกกับแม่ของฮิมที่อยากหาอะไรทำขายหน้าบ้านด้วย
“ปลาดุก” อาหารบ้านๆ ที่มักอยู่คู่กับอาหารอีสานอย่างส้มตำ ไก่ย่าง ซุปหน่อไม้ ฯลฯ ดูจะไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร แต่กลับมี “Pain Point” ที่น่าสนใจ จนทำให้ “ฮิม” ตัดสินใจเข้าไปศึกษากรรมวิธีการทำบน YouTube ด้วยตัวเอง
.
ใช้เวลาเกือบ 1 ปีเต็มก็ได้เวลาของ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ด้วยงบลงทุนก้อนแรก 15,000 บาท เพื่อซื้อวัตถุดิบและสิ่งอำนวยความสะดวกมาย่างปลาขายหน้าบ้าน เปิดให้ลูกค้าสั่งซื้อผ่านช่องทางเดลิเวอรี่ แต่ผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น “ดุกดิก” ก็เริ่มมีลูกค้าประจำ ได้รับการบอกต่อปากต่อปาก จนออเดอร์ล้นกว่าหลายร้อยออเดอร์ต่อวัน
.
:: คนขายปลาดุกมีเยอะ แต่ยังไม่มีใครแก้ Pain Point ก้างเยอะ-กลิ่นคาว ::
ก่อนจะมาเป็น “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ฮิมทำงานประจำมาทั้งชีวิต คร่ำหวอดในบริษัทเอเจนซี และตัดสินใจข้ามห้วยมาทำฝั่งแบรนด์ได้เพียงครู่หนึ่ง จังหวะลาออกจากงานประจำก่อนหน้านี้ทำให้ “ฮิม” มีเวลาว่างเพื่อพัฒนาโปรเจกต์ปลาดุกย่างอย่างจริงจัง ถามว่าทำไมต้องเป็นปลาดุก ? เขาบอกว่า เกิดจากความชอบส่วนตัว ตอนเด็กๆ เคยอยู่บ้านสวนที่เลี้ยงปลาดุก แม่จะพาไปตกปลาแล้วทำให้กินเป็นประจำ จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับปลาชนิดนี้
.
จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงโควิด-19 ส่งผลให้แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เติบโตก้าวกระโดด หลายคนหันมาทำธุรกิจเปิดครัวเล็กๆ ขายอาหารบนแอปพลิเคชัน สิ่งที่ “ฮิม” มองเห็นจากปรากฏการณ์ดังกล่าว คือของกินที่ให้ความสะดวกสบายกับคนกิน อาทิ ข้าวปลาแกะ ข้าวกุ้งแกะ ฯลฯ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จึงคิดย้อนมาถึง “ปลาดุก” มองว่า ถ้ามีคนทำสิ่งที่ตนเองชอบกินออกมาแบบนั้นบ้างก็น่าจะดี
.
หลังจากนั้น “ฮิม” ไปรีเสิชหาวิธีแกะปลาชนิดต่างๆ ซึ่งก็รวมถึงปลาไหลที่อาจจะมีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุก แม้ในท้องตลาดตอนนั้นจะเริ่มมีคนนำปลาดุกขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์บ้างแล้ว แต่ “ฮิม” ใช้เลนส์แบบคนเอเจนซีมองลึกลงไป ก็พบว่า ยังไม่มีร้านไหนแก้ Pain Point ให้คนชอบกินปลาดุกได้ โดยเฉพาะเรื่องก้างเยอะและกลิ่นคาวติดมือ โจทย์จึงกลับมาที่เรื่องการสื่อสาร จะเป็นอย่างไรถ้าทำการตลาดให้คนรู้ว่า ปลาดุกจากร้านนี้ไม่มีก้าง
ศึกษาและคิดอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำจริงๆ จังๆ กระทั่งถึงช่วงลาออกจากงานประจำที่ทำมายาวนาน 12 ปีเต็ม ระหว่างรอเริ่มงานกับบริษัทใหม่ “ฮิม” ใช้เวลาตรงนี้ดึงโปรเจกต์ปลาดุกกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งช่วงปลายปี 2568 ลองเสิชหาวิธีแล่ปลา ทำปลาไม่ให้มีกลิ่นคาวจาก YouTube ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อระหว่างทาง “ฮิม” ได้เจอกับคนสอนกรรมวิธีการทำปลาดุก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่จับมือกันก่อตั้ง “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง”
.
“ก่อนหน้านี้มีคนทำปลาดุกไร้ก้างอยู่แล้วในตลาด จุดที่เอามาทำให้ต่างเป็นทักษะส่วนตัวที่พยายามสร้างการสื่อสารเพื่อแก้ Pain Point ก้างและกลิ่นคาวเป็น Pain Point คนกินปลาดุก เราก็ดึงอันนี้มาเล่ามาสื่อสารให้ชัดขึ้น ไม่ได้ต้องการยกระดับปลาดุกไทย เจตนาเราอยากทำให้แบรนด์เข้าถึงคนที่ชอบปลาดุกง่ายขึ้น เวลาไปร้านส้มตำก็จะมีปลาดุกอยู่ในนั้นเสมอ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ อาจเพราะก้างเยอะหรือมีกลิ่นคาว อยากให้ปลาดุกมาอยู่บนโต๊ะอาหาร ให้คนเข้าถึงได้บ่อยๆ”
.
:: ใช้งบก้อนแรก 15,000 บาท ผ่านไป 2 สัปดาห์ คนเยอะจนต้องปิดร้าน ::
นับจากวันแรกที่เริ่มศึกษาจริงจัง “ฮิม” บอกว่า ใช้เวลาเกือบ 1 ปี กว่าจะได้ฤกษ์เปิดร้าน ใช้เงินลงทุนก้อนแรกในการซื้อวัตถุดิบ เตาย่างปลา โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ รวมๆ ประมาณ 15,000 บาท เป็นงบสำหรับทำกับข้าวขายบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายแต่มีกระบวนการที่คิดเสร็จสรรพในหัวหมดแล้วว่า อนาคตถ้าร้านนี้ไปได้ดีจะต่อยอดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร
.
ที่ใช้ชื่อ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ฮิมบอกว่า ชอบชื่อนี้เพราะสื่อสารถึงการเคลื่อนไหว ทำให้มองจักรวาลดุกดิกไปได้หลายแบบ หลายเมนู ประกอบกับเป็นคำที่จำง่าย พูดครั้งเดียวติดหูทันที พอได้คอนเซปต์ชัด “ฮิม” จึงปรึกษากับแม่ซึ่งทำหน้าที่แม่ครัว คิดสูตรน้ำจิ้ม สูตรหมักปลา ตอนนั้นแม่ของฮิมยังไม่ค่อยมั่นใจนัก มองว่า ขายปลาดุกอย่างเดียวจะไปรอดหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ปลาดุกเพียงอย่างเดียว แล้วสื่อสารเรื่องไร้ก้างออกไปให้ชัด
.
“ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” เริ่มต้นขึ้นหน้าบ้านย่านบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เริ่มทำการตลาดด้วยการถ่ายคลิปวิดีโอลง TikTok ประจวบเหมาะที่จังหวะเปิดให้สั่งบนเดลิเวอรี่ คลิปดังกล่าวก็เริ่มมียอดคนดูเยอะขึ้น คนในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงเริ่มเห็นจึงเข้ามาลองสั่งซื้อ ช่วงแรกๆ มียอดสั่งซื้อเข้ามาวันละ 10-15 ออเดอร์ ทว่า 1 ใน 15 คนนั้น กลับเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่นำไปรีวิวต่อ
.
หลังจากเปิดร้านเพียง 2 สัปดาห์ ออเดอร์เริ่มกระโดดเป็น 50-60 ออเดอร์ต่อวัน จากวัตถุดิบที่เตรียมไว้เพื่อขาย 1 เดือน ก็หมดลงในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ จนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 “ฮิม” เล่าว่า มีลูกค้ามายืนรอหน้าบ้านเยอะขึ้น ไรเดอร์จากมารอเยอะเกินไปจนพ่อกับแม่เริ่มทำไม่ทัน สุดท้าย “ฮิม” ตัดสินใจปิดหน้าร้านบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ แล้วเปลี่ยนเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าผ่าน Line Official Account แทน
.
ระหว่างนั้น “ฮิม” เริ่มงานประจำที่ใหม่ในฐานะ Creative Director ไปหลายเดือน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกมาโฟกัส “ดุกดิก” เต็มตัว เพราะหน้าร้านไม่ได้รองรับเพียงยอดจองพรีออเดอร์แล้ว แต่ยังมีห้างสรรพสินค้าชวนไปออกบูธ Pop-up ระยะสั้นๆ ทั่วกรุงเทพฯ อีกหลายสิบแห่ง จาก 50 ออเดอร์ต่อวัน ขยายเป็น 500 ออเดอร์ต่อวัน (ตัวเลข ณ เดือน มิถุนายน 2568) ต้องรับพนักงานเข้ามาที่ครัวมากขึ้น เริ่มมีเป้าหมายชัดขึ้น จากที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ปลาดุกย่างไร้ก้างจะไปไกลด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้
.
“การมาออกบูธที่ห้างช่วยเพิ่มยอดขายและออเดอร์เยอะมาก ที่ออกมาตอนนี้มี 4 รสชาติ และมีเมนูใหม่ออกมาด้วย คือต้มปลาผักกาดดอง ส่วนที่ออกมา 4 รสชาตินี้เพราะคิดว่าคนน่าจะคุ้นเคย รสเกลือถ้าเป็นเกลือทั่วไปเราชินกันอยู่แล้วแต่เราปรับเป็นเกลือหิมาลายัน แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นแต่ให้รสเค็มที่นุ่มขึ้น เทอริยากิก็เป็นรสชาติที่วัยรุ่นน่าจะชอบกัน สมุนไพรคิดว่าผู้ใหญ่หน่อย ส่วนหมาล่าอยู่ในเทรนด์จึงเติมเข้าไปด้วย คนจะได้รู้สึกว่า แบรนด์ไม่ได้ยึดติดความเป็นไทย ไม่ใช่ว่า ปลาดุกต้องกินคู่ส้มตำอย่างเดียว”
.
:: ใช้ปลาดุกวันละ 500 กิโลกรัม ตั้งเป้าปีนี้กวาดรายได้ 5 ล้านบาท ::
“ฮิม” ย้ำชัดถึงเจตนารมณ์ในการทำ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ไม่ได้ต้องการยกระดับปลาดุกไทยให้มีมูลค่าสูงทัดเทียมกับปลาไหลญี่ปุ่นแต่อย่างใด อยากยกปลาดุกขึ้นมาอยู่บนโต๊ะอาหารที่คนนึกถึงบ่อยๆ เหมือนกับกะเพราหรือข้าวผัด อยากทำให้ปลาดุกสร้างสรรค์แต่ยังใกล้ตัวคนเหมือนเดิม
.
ปัจจุบัน “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ใช้ปลาดุกวันละ 500 กิโลกรัม น้ำหนักปลาดุกที่ใช้ตัวละ 1 กิโลกรัม เป้าหมายตอนนี้เน้นเรื่องการออกบูธ รวมถึงการขยายสาขาหน้าร้านก็มีทดไว้ในใจเหมือนกัน ตอนนี้อยู่ในช่วงสะสมเงินทุน และหาโอกาสจากการออกไปพบปะลูกค้ามากขึ้น ทำให้คนรู้จักดุกดิกมากขึ้น
.
เจ้าของร้าน บอกว่า ตั้งแต่วันแรกที่ทำร้านจนถึงวันนี้ ไม่เคยคิดว่า “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” จะโตแรงและเร็วเท่านี้มาก่อน ให้เวลากับตัวเองในการสร้างแบรนด์ประมาณ 1 ปี คิดเป็นงานรายได้เสริม ทำควบคู่ไปกับงานประจำไปเรื่อยๆ แต่กลายเป็นว่า ทุกวันนี้ร้านปลาดุกไร้ก้างเป็นงานประจำงานเดียวของฮิมแล้ว
.
หลังจากเปิดร้านมา 4 เดือน (เริ่มเปิดช่วงกลางเดือนเมษายน 2569) “ฮิม” ตั้งเป้าโตตลอดระยะเวลา 8 เดือนให้กับ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ไว้ที่ 5 ล้านบาท หวังทำกำไรบรรทัดสุดท้ายที่ 1.5 ล้านบาท พร้อมเตรียมกระจายสาขาอีก 10 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ภายในปีนี้ ส่วนในอนาคตปีถัดๆ ไป จะสามารถพาปลาดุกไร้ก้างสัญชาติไทยไปได้ไกลขนาดไหนคงต้องรอลุ้นกันต่อไป รวมถึงโปรดักต์ใหม่ๆ ที่จะพาจักรวาลดุกดิกขยายฐานลูกค้าได้มากกว่าเดิม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นต่อบทความนี้