ทะเบียนบ้านผี–พ่อทิพย์–นอมินี เมื่อฐานข้อมูลของรัฐกลายเป็นช่องทางให้ทุน(เทา)ต่างชาติ


กรณีการเปิดปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” ของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย (มท.4) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.โชติวัตน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา 
.
พบเด็กต่างด้าว 1,366 คน ถูกนำชื่อเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านของแฟลตดินแดง อาจดูเหมือนเป็นคดีทุจริตทะเบียนราษฎร อีกคดีหนึ่ง หากมองเพียงตัวเลขผู้ต้องหา 7 คน
.
แต่ถ้ามองในมิติความมั่นคง และโครงสร้างของรัฐ เรื่องนี้น่ากังวลกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ถูกเจาะไม่ใช่เพียง “ทะเบียนบ้าน”...แต่คือ ระบบยืนยันตัวตนของรัฐไทย
การตรวจสอบ พบห้องต้องสงสัย 44 ห้อง จากแฟลตทั้งหมด 5,726 ห้อง และพบเด็กต่างด้าวอายุ 5–15 ปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1,366 คน โดยบางห้องมีชื่อเด็กจำนวนมากผิดปกติ ขณะที่มีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดินแดง 3 ราย ถูกดำเนินคดีร่วมกับผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ
.
คำถามสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ “ใครรับเงิน” ... แต่คือใครเปิดประตูให้ขบวนการ สามารถเข้าไปแก้ไขฐานข้อมูลของรัฐได้ถึงระดับนี้ ?
.
:: จาก “ทะเบียนบ้านผี” สู่ “พ่อทิพย์” ::
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ คือมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลกำลังไล่จัดการขบวนการ “พ่อไทยทิพย์”
.
กรณี “พ่อทิพย์” คือการใช้คนไทยเข้าไปรับรองความเป็นบิดาให้เด็กต่างด้าวโดยมิชอบ ซึ่งสามารถนำไปสู่กระบวนการด้านสถานะบุคคล และสิทธิอื่นๆได้ รัฐบาลจึงสั่งให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการรับรองบุตรที่มีบิดา หรือมารดาเป็นคนต่างชาติ
.
เมื่อเอาสองเรื่องมาเทียบเคียงกัน จึงเกิดภาพที่น่าคิดอย่างมาก
.
:: จากพ่อทิพย์ สู่สูติบัตร ...ทะเบียนราษฎร...ทะเบียนบ้าน...บัตรประจำตัว ...ธุรกรรมและสิทธิอื่นๆ ::
.
นี่คือสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคง ควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่า มี “ห่วงโซ่” เชื่อมต่อกันหรือไม่
.
เพราะถ้าพบว่าเป็นขบวนการเดียวกัน สามารถสร้างตัวตนในระบบรัฐได้หลายช่องทาง เรื่องนี้จะขยับจากคดีทุจริตทะเบียน ไปสู่ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทันที
.
:: จุดอันตรายอยู่ที่ “ตัวตนปลอม” ไม่ใช่เชื้อชาติ ::
และปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กเป็นคนต่างชาติ เด็กที่ถูกนำชื่อไปใส่ในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ อาจเป็นเพียง“ผู้ถูกใช้” หรือผู้เสียหายด้วยซ้ำ
.
ตัวปัญหาคือ ขบวนการที่สามารถสร้าง หรือดัดแปลงตัวตนในระบบของรัฐ ต่างหาก
.
เพราะเมื่อระบบทะเบียนราษฎรถูกเจาะได้ ตัวตนดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ต่อในระบบอื่นได้ และตรงนี้เองที่ต้องตรวจสอบต่อว่า มีการนำข้อมูลไปใช้เปิดบัญชี ทำธุรกรรม จดทะเบียนนิติบุคคล ถือครองทรัพย์สิน หรือเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาชญากรรมอื่นหรือไม่
.
การมีชื่อในทะเบียนบ้านเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานว่า ใครเป็นบัญชีม้า หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ แต่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะต้องตรวจสอบต่ออย่างละเอียด
.
:: แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “นอมินี”? ::
เกี่ยวในระดับ “โครงสร้าง” มากกว่าจะรีบกล่าวหาว่าคดีนี้ เป็นเครือข่ายนอมินีเดียวกัน
.
เพราะหัวใจของนอมินี คือการสร้าง “คนไทย หรือโครงสร้างไทย” ขึ้นมาบังหน้าผลประโยชน์ของคนต่างชาติ
.
ไม่ว่าจะเป็น คนไทยถือหุ้นแทน ... คนไทยเป็นกรรมการแทน ...คนไทยถือครองทรัพย์สินแทน...คนไทยรับรองสถานะบุคคลแทน ...หรือใช้ระบบทะเบียนของไทยสร้างความชอบธรรมให้กับบุคคลที่ไม่ได้มีสถานะตามข้อเท็จจริง
.
ทั้งหมดนี้ มีจุดร่วมอย่างหนึ่ง คือ การใช้ “ตัวตน หรือสิทธิของคนไทย” เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ หรือสร้างสถานะให้กับทุนต่างชาติ โดยมิชอบ
.
ดังนั้น เรื่องทะเบียนบ้านดินแดง จึงควรถูกตรวจสอบต่อไปว่า มีการเชื่อมกับ บริษัท นิติบุคคล บัญชีธนาคาร ทรัพย์สิน ที่ดิน หรือธุรกรรมอื่น หรือไม่ หากพบเส้นทางเชื่อมจริง เรื่องนี้จะใหญ่ขึ้นทันที และนี่คือคำถามที่ต้องถาม “มหาดไทย”
.
กระทรวงมหาดไทย มีอำนาจและกลไกสำคัญเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร และการปกครองท้องที่ โดยกรมการปกครอง มีภารกิจด้านงานทะเบียนราษฎร และการแก้ไขรายการทะเบียนที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง
.
ดังนั้น เมื่อพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตทะเบียนบ้าน เรื่องจึงไม่ควรจบที่ “จับเจ้าหน้าที่ 3 คนได้แล้ว”
.
แต่ต้องมีคำถามต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่ 3 คนทำได้อย่างไร ทำมาแล้วกี่ครั้ง?” ...ใครตรวจสอบ? ... ใครอนุมัติ? ...มีนายหน้าคนเดียว หรือหลายคน? ...มีเจ้าบ้านอีกกี่ราย? ... มีสำนักงานเขตอื่นอีกหรือไม่? ... มีรายการทะเบียนผิดปกติในพื้นที่อื่นหรือไม่?...และที่สำคัญที่สุด มีใครอยู่เหนือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ หรือไม่ ?
.
เพราะถ้าเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ 3 คน รับเงินแล้วทำกันเอง ระบบควรมีร่องรอยตรวจจับได้
.
แต่ถ้าทำกันเป็นระบบและทำต่อเนื่อง จนมีชื่อมากกว่า 1,300 ราย ระบบตรวจสอบภายในต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง
ถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ? คำตอบในการรับผิดชอบทางการเมือง คือ ใช่!
.
เพราะนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ดังนั้นปัญหาการบริหารราชการของมหาดไทย ย่อมอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล
.
ยิ่งก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ได้ประกาศยกระดับการปราบปรามนอมินี และสั่งให้กรมที่ดิน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ
.
แต่การรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ได้แปลว่า นายกฯต้องรับผิดในคดีอาญาแทนเจ้าหน้าที่
.
ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิ์ถามนายกรัฐมนตรี คือ ในเมื่อรัฐบาลประกาศปราบนอมินี ปราบพ่อทิพย์ และปิดช่องโหว่คนต่างชาติ แล้วเหตุใดระบบทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย จึงยังสามารถถูกใช้สร้างตัวตนผิดปกติ ได้มากถึง 1,366 รายชื่อ ?
.
และคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ นี่เป็นเพียงแฟลตดินแดง หรือ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของระบบทะเบียน ที่ถูกเจาะในพื้นที่อื่นด้วย?
.
:: ถ้ารัฐบาลเอาจริง ต้องไม่จบที่ “จับ 7 คน” ::
สิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อไม่ใช่แถลงข่าวแล้วปิดคดี แต่ต้องสาวให้ถึงโครงสร้าง ตรวจย้อนหลังทั้งระบบทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ตรวจเส้นทางเงิน ตรวจนายหน้า ตรวจเจ้าบ้าน ตรวจเจ้าหน้าที่ ตรวจบัญชีธนาคาร ตรวจนิติบุคคล ตรวจทรัพย์สินและตรวจความเชื่อมโยงกับเครือข่าย “พ่อทิพย์” และคดีนอมินีอื่นๆ
.
เพราะถ้าทำได้แค่จับคนรับเงินไม่กี่คน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่า ใครเป็นคนซื้อข้อมูล ใครเป็นคนจ่ายเงิน และ ตัวตนที่สร้างขึ้น ถูกนำไปใช้ทำอะไรต่อ นั่นก็เท่ากับเป็นการแก้เพียง “ปลายเหตุ”
.
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถสาวจากทะเบียนบ้านดินแดง ไปถึงนายหน้า ไปถึงเงิน ไปถึงบริษัท ไปถึงทรัพย์สิน และ ไปถึงผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงได้ คดีนี้จะเป็นมากกว่าการปราบทุจริตทะเบียน
.
มันจะเป็นการพิสูจน์ว่า รัฐไทยยังสามารถปกป้อง “ตัวตนของคนในประเทศ” และฐานข้อมูลของประเทศ ได้จริงหรือไม่
.
และสำหรับนายอนุทิน ในฐานะรมว.มหาดไทย และนายกรัฐมนตรี นี่คือโจทย์ที่ปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองไม่ได้..."เพราะเมื่อ “ประตูบ้านของรัฐ” ถูกเปิดให้คนซื้อขายตัวตนได้
.
คนที่มีหน้าที่ดูแลประตูนั้น ย่อมต้องเป็นคนแรกที่ถูกถามว่า “ประตูถูกเปิดได้อย่างไร และจะรับประกันอย่างไรว่า พรุ่งนี้มันจะไม่เปิดอีก?”

ความคิดเห็น

บทความที่มีคนอ่านมากที่สุด

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ รุก Pet Humanization ปั้นเฟอร์นิเจอร์เพื่อคนและสัตว์เลี้ยง

จบแพทย์ เกือบเป็นอาจารย์หมอ สู่เจ้าของกางเกงยีนส์ ‘MERGE’ เปิดมา 5 ปี รายได้เฉียด ‘ร้อยล้าน’

‘นิปปอนเพนต์’ ลุยโปรแกรม ’WORRY FREE’ รับตลาดรีโนเวตโตแรง

MKเปิดโมเดลใหม่ “MK Buffet Subscription” เหมาจ่ายรายเดือนกินไม่อั้น

พฤกษา พลิกเกมอสังหาฯ เช่าที่ดิน 30 ปี ปั้นอพาร์ตเมนต์แทนขายบ้าน